อยู่ดีๆ ก็วูบ เกิดจากเบาหวานหรือไม่

อาการวูบ เป็นอาการคล้ายหมดสติชั่วคราว มักเวียนศีรษะ รู้สึกหวิว คลื่นไส้ และอาจเห็นภาพเป็นสีขาวหรือสีดำก่อนจะวูบ นอกจากนั้น อาจรู้สึกเย็นและชื้นที่ผิวหนัง หรือเสียการควบคุมกล้ามเนื้อและล้มลงในที่สุด

อาการวูบมักมีสาเหตุจากการที่เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอในช่วงเวลาสั้น ๆ หรืออาจเกิดจากมีเนื้องอกในสมอง ระบบการทรงตัวเกิดความผิดปกติ สมองทำงานผิดปกติ หรืออาจเป็นสัญญาณของโรคอื่น ๆ

อาการวูบ

อาการวูบ
ผู้ที่มีอาการวูบจะรู้สึกคล้ายหมดสติไปชั่วขณะหนึ่งแล้วกลับมารู้สึกตัวตามปกติ บางรายอาจมีอาการวูบเพียงระยะเวลาสั้น ๆ

หรือบางรายอาจหมดสติล้มลงด้วย ซึ่งมีสัญญาณเตือนดังนี้

คลื่นไส้ วิงเวียน
สับสน มึนงง ง่วงซึม
ปวดศีรษะ
พูดไม่ชัด
อุณหภูมิร่างกายเปลี่ยนแปลง อาจทำให้รู้สึกเย็นหรือชื้นขึ้นในทันที
ตัวเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อโดยกะทันหัน
ตัวสั่น
รู้สึกชา
ผิวซีด
การมองเห็นผิดปกติ เช่น เห็นเป็นจุด มองเห็นแคบลง เห็นภาพไม่ชัด หรือตาดำขยาย
ได้ยินเหมือนเสียงมาจากที่ไกล ๆ
ชีพจรเต้นอ่อน
หัวใจเต้นเร็ว
อ่อนเพลีย
แม้อาการวูบมักไม่ได้เกี่ยวข้องกับโรคหรือภาวะที่ร้ายแรง แต่ควรได้รับการตรวจประเมินโดยแพทย์ โดยเฉพาะหากพบว่าตนเองมีอาการวูบบ่อย ๆ

หรือมีอาการวูบเกิดขึ้นร่วมกับอาการอื่น ดังต่อไปนี้

มีอาการวูบเกิดขึ้นมากกว่า 1 ครั้ง และใช้เวลานานกว่า 2 นาที ถึงจะได้สติ
กระเพาะหรือลำไส้เสียการควบคุม ทำให้อาเจียนหรือปัสสาวะอุจจาระราด
หมดสติล้มลง
มีอาการชักเกร็ง
คลำพบชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอ
กล้ามเนื้ออ่อนแรงครึ่งซีก ชาครึ่งซีก หรือปากเบี้ยว พูดไม่ชัด
หัวใจเต้นผิดจังหวะ เจ็บหน้าอก
มีประวัติเป็นโรคหัวใจหรือเบาหวาน
สงสัยว่ากำลังตั้งครรภ์

สาเหตุของอาการวูบ

อาการวูบอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ปัจจัยแวดล้อม การเจ็บป่วยด้วยโรคหรือภาวะต่าง ๆ จากอารมณ์ที่เกิดขึ้นในสถานการณ์คับขัน อาการเจ็บปวดที่รุนแรง น้ำตาลในเลือดต่ำ การเปลี่ยนแปลงของระดับเลือดในร่างกาย หรือจังหวะการเต้นของหัวใจลดต่ำลง เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุอื่นที่อาจทำให้เกิดอาการวูบได้ เช่น

การเปลี่ยนอิริยาบถอย่างกะทันหัน เช่น ลุกขึ้นยืนเร็วเกินไป เพราะอาจทำให้เลืิอดไหลลงไปที่เท้าหรือขาอย่างรวดเร็ว
ยืนเป็นเวลานาน
รู้สึกกลัว หรือเครียดอย่างรุนแรง
มีภาวะขาดน้ำ ซึ่งอาจเกิดจากมีเหงื่อออกมาก อาเจียน ท้องเสีย หรือมีเลือดออก
ร่างกายเผชิญกับความร้อนสูงเกินไป เช่น อยู่ในสภาพอากาศร้อนจัด แออัด หรือแช่น้ำร้อนมากเกินไป
อ่อนเพลีย
กำลังตั้งครรภ์
ความดันต่ำ หรือหลอดเลือดขยายตัว
เป็นโรคหรือความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจ เช่น หัวใจเต้นช้า หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หรือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิต หรือยาที่มีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ
หกล้ม หรือได้รับบาดเจ็บ
อาการชัก หรือโรคลมบ้าหมู
โรคเส้นเลือดในสมองตีบชั่วคราว หรืออัมพฤกษ์
ภาวะง่วงมากกว่าปกติ หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง
เวียนศีรษะ ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทการทรงตัวในช่องหูชั้นใน หรือสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบการทรงตัว
ใช้สารเสพติด หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
การวินิจฉัยอาการวูบ
แพทย์จะวินิจฉัยอาการวูบด้วยการซักประวัติ สอบถามลักษณะอาการ ระยะเวลาในการเกิดอาการวูบ และตรวจร่างกายผู้ป่วยอย่างละเอียด เช่น ตรวจระบบการไหลเวียนโลหิต วัดความดันโลหิต ตรวจระบบประสาทและการทรงตัว

ในบางกรณี แพทย์อาจทดสอบเพิ่มเติม ดังนี้

ตรวจความดันโลหิตภายใน 3 นาทีขณะผู้ป่วยยืน สำหรับผู้ป่วยที่อาจมีความดันต่ำจากการยืนหรือการเปลี่ยนท่าทาง
ตรวจหัวใจด้วยเตียงปรับระดับ (Tilt Test) แพทย์จะวัดชีพจรในท่ายืน นั่ง และนอน จากนั้นผู้ป่วยจะขึ้นนอนบนเตียงโดยมีสายรัดหน้าอกผูกติดกับเตียงซึ่งถูกปรับให้เอียง 70 องศา โดยแพทย์จะคอยสังเกตบันทึกอัตราการเต้นของหัวใจและระดับความดันโลหิตเป็นระยะ
ตรวจเลือด เพื่อตรวจหาภาวะโลหิตจาง หรือการเปลี่ยนแปลงของเมตาบอลิกในร่างกาย
ตรวจน้ำตาลในเลือด ในกรณีที่สงสัยว่าผู้ป่วยมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
ตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยการออกกำลังกาย ผู้ป่วยจะออกกำลังกายบนลู่วิ่งหรือจักรยาน ในขณะที่เครื่องตรวจจะบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ โดยการแปะอุปกรณ์ที่เป็นขั้วไฟฟ้าลงบนผิวหนัง เพื่อตรวจดูว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือไม่
ตรวจด้วยเครื่องบันทึกอัตราและจังหวะการเต้นหัวใจแบบพกพา (Ambulatory Monitor) ผู้ป่วยจะติดขั้วไฟฟ้าจากเครื่องดังกล่าว เพื่อบันทึกรายละเอียดอัตราและจังหวะการเต้นของหัวใจระหว่างทำกิจกรรมต่าง ๆ
ตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Echocardiogram) เป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงตรวจและสร้างภาพโครงสร้างของหัวใจ
ตรวจความผิดปกติของการไหลเวียนเลือด เป็นการตรวจการไหลเวียนเลือดและความดันของเลือดในหลอดเลือดแดงในขณะที่หัวใจบีบตัวและสูบฉีดเลือด โดยผู้ป่วยจะถูกฉีดสารกัมมันตภาพรังสีเข้าทางหลอดเลือดดำ (Tracer) จากนั้นจึงฉายภาพแสดงลักษณะของหลอดเลือดประกอบการวินิจฉัย
นอกจากนั้น แพทย์อาจตรวจการทำงานของสมองเพิ่มเติม เช่น ตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง ตรวจเส้นเลือดสมองหรือหาความผิดปกติของสมองด้วยการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือเอ็มอาร์ไอสมอง (MRI) ส่วนการตรวจอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

การรักษาอาการวูบ
การดูแลตนเองหรือคนใกล้ชิด

ผู้ป่วยต้องเข้าใจลักษณะอาการ และหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการ เช่น การยืนอยู่ในสภาพอากาศร้อนเป็นเวลานาน หรือแช่อยู่ในน้ำร้อน
เมื่อเกิดอาการให้นอนลงแล้วยกเท้าสูงวางบนเก้าอี้หรือกำแพง หรือนั่งลง แล้วก้มศีรษะต่ำอยู่ระหว่างหัวเข่า โดยให้นั่งลงบนส้นเท้า เพื่อช่วยให้หลอดเลือดดำที่แขนขาไหลเวียนและหมุนเวียนเลือดไปหล่อเลี้ยงสมอง
เมื่อรู้สึกดีขึ้นแล้ว ให้ผู้ป่วยค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง หากมีอาการวูบอีกครั้ง ให้ทำตามวิธีข้างต้นซ้ำอีก
ยกหัวเตียงให้สูงขึ้น โดยอาจใช้สิ่่งของวางที่ขาเตียง หรือใช้หมอนเสริมยกศีรษะให้สูงขึ้น
การฝึกไบโอฟีดแบ็ค (Biofeedback Training) เป็นการฝึกควบคุมการทำงานของร่างกายโดยการชูแขนสูงหรือขกยาสูง ซึ่งจะช่วยให้ระบบในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น เช่น จังหวะการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต เป็นต้น
การรักษาโดยแพทย์

การรักษามักขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการวูบ และมีเป้าหมายเพื่อไม่ให้เกิดอาการวูบขึ้นอีก โดยแพทย์อาจรักษาตามขั้นตอนรวมทั้งแนะนำวิธีรักษาที่ควรปฏิบัติ ดังนี้

เปลี่ยนแปลงการรับประทานอาหาร โดยแพทย์อาจแนะนำให้รับประทานอาหารปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง รับประทานเกลือ โซเดียม และโพแทสเซียมให้มากขึ้น ดื่มน้ำมาก ๆ รวมถึงหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์
สวมใส่เสื้อผ้าหรือถุงน่องที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตให้ดีขึ้น
ให้ยารักษา หรือปรับยาที่ผู้ป่วยกำลังใช้อยู่ โดยแพทย์จะพิจารณาและเลือกใช้ยาตามสาเหตุที่ทำให้มีอาการวูบ
กรณีที่ผู้ป่วยมีความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจ แพทย์จะรักษาโรคหัวใจตามประเภทต่างๆ เช่น หากหัวใจเต้นผิดจังหวะแพทย์อาจใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้า (Implantable Cardiac Defibrillator: ICD) เพื่อช่วยให้อัตราการเต้นหัวใจเป็นปกติ ส่วนขั้นตอนการรักษาอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์
ภาวะแทรกซ้อนของอาการวูบ
อาการวูบมักส่งผลต่อคุณภาพชีวิตเนื่องจากคาดเดาไม่ได้ จึงอาจก่อให้เกิดอันตรายหรืออุบัติเหตุตามมา เช่น อุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บหรือเสี่ยงเสียชีวิตได้ ดังนั้น ผู้ป่วยที่เกิดอาการวูบบ่อย ๆ หรืออยู่ในภาวะเสี่ยงเกิดอาการวูบซึ่งคาดเดาไม่ได้ ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสี่ยงอันตราย เช่น การขับรถ การใช้เครื่องจักร และการเล่นกีฬาทางน้ำ เป็นต้น

ภาวะแทรกซ้อนจากอาการวูบมักพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ และส่งผลกระทบให้คุณภาพชีวิตแย่ลง เช่น

สูญเสียความมั่นใจ
คล่องตัวน้้อยลง เคลื่อนไหวลำบาก
เสียการทรงตัวหรือล้มลง ซึ่งอาจทำให้กระดูกแตกหักง่าย
กลัวการหกล้ม
เป็นโรคซึมเศร้า
อย่างไรก็ตาม หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมก็อาจช่วยควบคุมอาการได้ โดยผู้ที่เคยมีอาการวูบมักเสี่ยงเกิดซ้ำอีกเพิ่มขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอาการครั้งต่อไปจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งสาเหตุของอาการวูบ เพศ อายุ และปัญหาทางสุขภาพอื่น ๆ ของผู้ป่วย

การป้องกันอาการวูบ

หากอาการวูบเกิดจากสาเหตุที่ระบุได้ อาจป้องกันอาการวูบได้ และปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้เพื่อหลีกเลี่ยงอาการวูบ เช่น

หลีกเลี่ยงสภาพอากาศร้อน และอยู่ในที่ที่มีการระบายอากาศเพียงพอ
หากมีเลือดค้างอยู่ที่เท้าหรือขา ผู้ป่วยควรยืดเหยียดบริหารขา หรือใส่ถุงเท้าเพิ่มการไหลเวียนเลือดภายใต้คำแนะนำของแพทย์
ควรดื่มน้ำในปริมาณมาก ๆ โดยเฉพาะเมื่อเกิดอาการ หรือเมืื่อเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ เช่น หลังออกกำลังกาย อาเจียน หรือท้องเสีย
หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด
หากมีอาการป่วยหรือโรคประจำตัวที่เสี่ยงทำให้เกิดอาการวูบ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตต่ำ หรือโรคหัวใจ ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อรักษาควบคุมอาการอยู่เสมอ

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

คือภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดน้อยกว่า 70 มิลลิกรัม/เดซิลิตร มักทำให้เกิดอาการใจสั่นอ่อนเพลีย ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นสูงกับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ใช้ยาลดน้ำตาลหรือฉีดอินซูลิน

สัญญาณอันตรายจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

ที่พบบ่อย ๆ คือ หัวใจเต้นเร็ว เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ฉุนเฉียวง่าย กังวล สายตาพร่า เหงื่อออกมาก หิวบ่อย อ่อนเพลีย ตัวสั่น

สาเหตุของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

มักเกิดจากการกินอาหารน้อยไปหรือไม่ตรงเวลา กินยาลดระดับน้ำตาลในเลือดบางชนิดเกินขนาด หรือฉีดยาอินซูลินมากเกินไป รวมถึงอาจเกิดจากการออกกำลังกาย หรือทำงานมากกว่าปกติ

การแก้ไขภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

เมื่อเริ่มมีอาการ ควรรีบตรวจดูระดับน้ำตาลในเลือด โดยวิธีการเจาะเลือดที่ปลายนิ้ว และแก้ไขตามระดับอาการ ดังนี้

อาการไม่มากและรู้สึกตัวดี

ให้กินอาหารทันที ถ้าเวลาที่เกิดใกล้มื้ออาหารหลัก แต่หากอยู่ระหว่างมื้ออาหาร ควรกินอาหารว่าง เช่น นมพร่องมันเนย (240 ซีซี) หรือผลไม้ขนาดกลาง 1 ลูก หรือ แครกเกอร์ 2-3 แผ่น

อาการค่อนข้างมาก แต่รู้สึกตัวดี

ให้กินอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตที่ดูดซึมเร็วอย่างใดอย่างหนึ่ง ต่อไปนี้

  • น้ำผลไม้คั้นสดไม่เติมน้ำตาล ปริมาณ ½ แก้ว
  • ลูกอม 2 เม็ด หรือน้ำตาล 2 ก้อน
  • น้ำหวาน ½ แก้ว (น้ำหวานเข้มข้น 2 ช้อนโต๊ะผสมน้ำให้ได้ปริมาณ 120 ซีซี)
  • น้ำตาลทราย 3 ช้อนชา
  • น้ำผึ้ง 3 ช้อนชา

หลังจากนั้นให้รับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ขนมปัง ข้าว หรือก๋วยเตี๋ยว ต่อเลยทันที

อาการเป็นมาก

ไม่รู้สึกตัวหรือมีอาการชัก ห้ามให้อาหารทางปากเด็ดขาด เพราะอาจสำลักเข้าปอด ควรนำส่งโรงพยาบาลทันที

การป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

  • รับประทานอาหารตรงเวลาและมีปริมาณเหมาะสมตามความต้องการพลังงานของร่างกายแต่ละคน
  • ไม่ควรงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง
  • ฉีดอินซูลินหรือกินยาลดระดับน้ำตาลในเลือดตามแพทย์สั่ง ไม่เพิ่มหรือลดยาเอง (ยกเว้นกรณีแพทย์แนะนำให้ปรับยาเองได้) ออกกำลังกายอย่างสม่ำสมอ ไม่หักโหมจนเกินไป ถ้าออกกำลังกายมากกว่าปกติ ควรกินอาหารว่างก่อนออกกำลังกาย ประมาณ 15-30 นาที เช่น นมพร่องมันเนย 1 แก้ว หรือ ขนมปัง แครกเกอร์ 2-3 แผ่นใหญ่ หรือผลไม้ขนาดกลาง 1 ผล เช่น ส้ม กล้วยน้ำว้า หรือ ผลไม้ใหญ่ ½ ผล เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล สาลี่ กล้วยหอม
  • ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ
  • ปรึกษาแพทย์ในกรณีที่ต้องกินยาสำหรับรักษาโรคอื่นๆ ร่วมด้วย เพราะยาเหล่านั้นอาจมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้
  • บอกให้ญาติหรือบุคคลใกล้ชิดทราบว่าเป็นเบาหวานและอธิบายการแก้ไขที่ถูกต้องให้รับทราบ
  • ควรมีลูกอม น้ำหวานหรือน้ำผลไม้ 100% หรือขนมปังแครกเกอร์เก็บไว้ใกล้ตัวตลอดเวลา เผื่อยามฉุกเฉิน
  • ช่วงที่เจ็บป่วย หากทานอาหารไม่ได้ ควรพบแพทย์เพื่อปรับยา

หากคุณมีอาการวูบบ่อยๆ  อาจเป็นสัณญาณเตือน เรื่องสุขภาพของเราแล้วก็เป็นได้

ดังนั้นหาก ต้องการดูแลสุขภาพของตัวเอง และกำลังมองหา ตัวช่วยเรื่อง เบาหวาน หรือ ความดัน ไขมัน อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง เราขอแนะนำ ถั่งเช่าออร์แกนิค Cordyland ช่วยคุณได้ ควบคุมระดับน้ำตาลและความดัน ให้เป็นปกติ เสริมพลังให้ร่างกาย และฟื้นฟูร่างกายจากการอ่อนล้า มีรีวิวจากผู้ทานจริง เราขายมานานกว่า 5 ปีแล้วค่ะ  สามารถ ติดต่อเข้ามา สอบถามพูดคุย กับ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ของเราก่อน ได้นะคะ