โรคไขมันในเลือดสูง (Dyslipidemia)

โรคไขมันในเลือดสูง (Dyslipidemia)

ไขมันในเลือด

โรคไขมันในเลือดสูง (Dyslipidemia) คือ โรคที่มีระดับไขมันในเลือดสูงกว่าค่าที่ถูกกำ หนดขึ้น ซึ่งค่าปกตินี้ได้มาโดยการเก็บข้อมูลทางสถิติของระดับไขมันในเลือดของคนทั่วไป โดยพบว่าเมื่อมีค่าเกินระดับหนึ่งแล้วบุคคลนั้นๆก็จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและตามมาคือโรคหัวใจขาดเลือด (กล้ามเนื้อหัวใจตาย) การที่บุคคลใดควรจะมีระดับไขมันเท่าใด และจะเลือกการรักษาแบบไหนขึ้นอยู่กับว่ามีความเสี่ยงอื่นๆร่วมด้วยอีกกี่ความเสี่ยง ดังนั้นการกำหนดระดับไขมันในแต่ละคนจึงอาจไม่เท่ากัน

โดยรวมโรคนี้พบในคนเชื้อชาติตะวันตกมากกว่าคนเชื้อชาติเอเชีย และพบในคนที่อาศัยในเขตเมืองมากกว่าในเขตชนบท สำหรับในประเทศไทย สำนักงานสถิติแห่งชาติไม่ได้เก็บรวบ รวมข้อมูลผู้ป่วยที่มีโรคไขมันในเลือดสูง แต่อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มที่โรคนี้จะพบมากขึ้นเรื่อย ๆสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตและการบริโภคเป็นสำคัญ

 

ค่าปกติของไขมันอยู่ระหว่าง 140 and 200 mg/d ทางการแพทย์จะให้ความสนใจเป็นพิเศษกับไขมัน Total Chloresterol และ LDL Choresterol และไขมัน HDL Cholesterol เนื่อวจากภาวะทั้งสองสามารถควบคุมโดยการใช้ยาและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่การเกิดหลอดเลือดแข็งจะเกิดเร็วหากมีภาวะไขมันผิดปกติดังนี้

อาการของไขมันในเลือดสูง

ไขมันในเลือดสูงจะไม่มีอาการ การที่จะทราบว่าไขมันในเลือดสูงรู้ได้จากนำเลือดไปตรวจ

สาเหตุของไขมันในเลือดสูง

  • กรรมพันธ์ ร่างกายไม่สามารถกำจัดไขมันได้อย่างเพียงพอ
  • โรคเบาหวาน
  • พฤติกรรมในการดำรงชีพ ไม่ได้คุมอาหาร ไม่ได้ออกกำลังกาย

ปัจจัยเสี่ยงของโรคไขมันในเลือดสูง

ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ไขมันในเลือดสูงได้แก่

  • อ้วนหรือน้ำหนักเกิน
  • รับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวมาก
  • ออกกำลังกายไม่เพียงพอ
  • ประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
  • ความดันโลหิตสูง
  • สูบบุหรี่เบาหวาน

การวินิจฉัย

ค่าปกติของไขมันในเลือด

Total cholesterol levels:

  • ระดับที่ต้องการ: ต่ำกว่า 200 mg/dL
  • สูงปานกลาง: 200 – 239 mg/dL
  • สูง: มากกว่า 240 mg/dL

LDL cholesterol levels:

  • ระดับที่ต้องการสำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจหรือมีความเสี่ยงสูง: ต่ำกว่า 70 mg/dL
  • ระดับที่ต้องการ for people at risk of heart disease: ต่ำกว่า 100
  • ระดับที่ต้องการ: 100 – 129
  • สูงปานกลาง: 130 – 159
  • สูง: 160 – 189

HDL cholesterol levels:

  • ผลไม่ดี: ต่ำกว่า 40 mg/dL
  • ค่าที่ยอมรับได้: 40 – 59
  • ระดับที่ต้องการ: 60 or สูงกว่า

Triglyceride levels:

  • ระดับที่ต้องการ: ต่ำกว่า 150 mg/dL
  • สูงปานกลาง: 150 – 199
  • สูง:สูงกว่า 200

ผู้ใหญ่ที่ค่าไขมันปกติควรจะตรวจซ้ำทุก 5 ปี หากไขมันในเลือดสูงควรตรวจซ้ำอีก 2-6 เดือน

อาหารที่มีไขมันสูง

จะอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันอิ่มตัว เมื่อรับประทานมากเกินไปจะทำให้ระดับไขมันในเลือดสูง ไขมันที่สูงจะเป็นความเสี่ยงของการเกิดหลอดเลือดแดงแข็ง อาหารที่มีไขมันสูงได้แก่

  • น้ำมันจากสัตว์ น้ำมันปามล์ กะทิ
  • เนย มาร์การิน เนยเทียม
  • หนังไก่
  • เครื่องใน เนื้อติดมัน
  • ของทอด

หากมีครับทั้งสามภาวะโอกาศที่จะเกิดหลอดเลือดแข็งจะสูง

เมื่อไรจึงจะเจาะเลือดตรวจหาไขมันในเลือด

  • ผู้ปายอายุมากกว่า 40 ส่วนผู้หญิงอายุมากกว่า 50 หรือเมื่อหมดประจำเดือน
  • มีหลักฐานว่ามีโรคหลอดเลือดตีบ เช่น หลอดเลือดขาหรือหัวใจตีบ
  • เป็นโรคเบาหวานชนิดที่2
  • ความดันโลหิตสูง
  • ประวัติพ่อแม่พี่หรือน้องเป็นโรคหลอดเลือดก่อนวัย
  • ผู้ป่วยโรคอ้วนลงพุง
  • เป็นโรคเรื้อรังบางชนิดที่พบว่าอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสูง เช่น โรครูมาตอยด์ โรค SLE Psoriasis
  • ผู้ที่ไตเสื่อมอัตราการกรองของไตน้อยกว่า 60
  • ตรวจร่างกายแล้วพบว่ามีหลักฐานว่าไขมันสูงในครอบครัว

                 

การประเมินความเสี่ยงความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

การประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดจะพิจารณาจาก เพศ อายุ ระดับไขมัน ระดับความดันโลหิต การสูบบุหรี่ และนำไปเทียบกับตารางก็จะได้ตัวเลขความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยทั่วไปจะพิจารณาว่าหากมากกว่าร้อยละ10จะต้องควบคุมความเสี่ยงให้ดี การประเมินความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดจะแยกเป็น

  • การประเมินความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ชาย
  • การประเมินความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้หญิง
  • การคำนวนความเสี่ยงจากสูตร

การจัดระดับความรุนแรงของความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

จะแบ่งระดับความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดออกเป็น

ความเสี่ยงสูงมาก

ได้แก่ภาวะดังต่อไปนี้

  • เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย เป็นอัมพาตหรืออัมพฤกษ หลอดเลือดแดงขาตีบหรือจากการตรวจเช่น การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ การตรวจโดยการวิ่งสายพาน กาดวัดความหนาของหลอดเลือดที่คอ
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่2 หรือผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่1ที่มีอวัยวะเสียหาย เช่นพบโปรตีนในปัสสาวะ หรือมีการเปลี่ยนแปลงทางตา
  • ผู้ที่ไตเสื่อมมากโดยอัตราการกรองของไตต่ำกว่า 60
  • อัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด10ปีมากกว่าร้อยละ 10

ความเสี่ยงสูง

  • ผู้ที่มีระดับไขมัน หรือระดับความดันโลหิตสูงมาก
  • มีความเสี่ของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอยู่ระหว่าง 5-10 %

ความเสี่ยงปานกลาง

  • ผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดระหว่า1-5 %

ความเสี่ยงต่ำ

  • ผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดน้อยกว่า1%

เมื่อไรจะรักษาไขมันในเลือดสูง

ปัจจัยที่จะพิจารณาว่าจะรักษาไขมันในเลือดสูงได้แก่ อัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะเวลา 10 ปี และระดับไขมัน LDL

อัตราเสี่ยง(%)ระดับไขมัน LDL ของท่าน
<70mg%70-100mg%101-155mg%156-190mg%>190 mg%
<1 เสี่ยงต่ำไม่ต้องปรับเปลี่ยนไม่ต้องปรับเปลี่ยนปรับพฤติกรรมปรับพฤติกรรมปรับพฤติกรรม หากยังสูงต้องใช้ยา
1-5 เสี่ยงปานกลางปรับพฤติกรรมปรับพฤติกรรมปรับพฤติกรรม หากยังสูงต้องใช้ยาปรับพฤติกรรม หากยังสูงต้องใช้ยาปรับพฤติกรรม หากยังสูงต้องใช้ยา
5-10 เสี่ยงสูงปรับพฤติกรรม และพิจารณายาปรับพฤติกรรม และพิจารณายาปรับพฤติกรรม และใช้ยาปรับพฤติกรรม และใช้ยาปรับพฤติกรรม และใช้ยา
>10 เสี่ยงสูงมากปรับพฤติกรรม และพิจารณายาปรับพฤติกรรมและใช้ยาปรับพฤติกรรม และใช้ยาปรับพฤติกรรม และใช้ยาปรับพฤติกรรม และใช้ยา

อัตราเสี่ยงท่านสามรถหาได้จากการประเมินความเสี่ยงของ ชาย และ หญิง ส่วนค่า LDL ได้จากการเจาะเลือด

การรักษาไขมันในเลือดสูง

ระดับไขมันที่ต้องการ

เป้าหมายของระดับไขมันหลังการรักษาจะขึ้นกับอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

ผู้ที่มีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง(กลุ่มเสี่ยงสูงมาก และอัตราเกิดโรคมากกว่าร้อยละ10ใน10ปี

  • ให้ลดระดับ LDL ให้ต่ำกว่า 70 มก%
  • หรือลดระดับ LDL ลงจากดิมร้อยละ 50

สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง(ความเสี่ยงสูง หรืออัตราการเกิดโรคหัวใจร้อยละ5-10)

  • ให้ลดระดับ LDL ให้ต่ำกว่า 100 มก%

สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงปานกลาง(ความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดร้อยละ1-5)

  • ให้ลดระดับ LDL ให้ต่ำกว่า 115 มก%

การรักษาโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ไขมันในเลือดสูงทุกชนิดจะต้องรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งประกอบไปด้วยการออกกำลังกาย การลดน้ำหนัก การงดบุหรี่ การดื่มสุรา และการควบคุมอาหาร

ประสิทธิผลของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแต่ละชนิดขึ้นกับชนิดของไขมันที่สูง ผู้ป่วยที่ไขมัน LDL สูงการลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว ลดไขมันชนิด transจะช่วยลดไขมันได้ดี ส่วนไขมัน Triglyceride สูง การลดน้ำหนักร่วมกับการออกกำลังกายจะได้ผลดี ดังนั้นในการเลือกวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะขึ้นกับชนิดไขมันที่ขึ้น

 

ไขมันในเลือด มีอะไรบ้าง

1. T-C ระดับโคเลสเตอรอลรวม (Total Cholesterol, TC) ควรน้อยกว่า 200 mg/dL

2. LDL-C ระดับ Low Density Lipoprotein-Cholesterol (LDL-C) ควรน้อยกว่า 100 mg/dL

3. HDL-C ระดับ High Density Lipoprotein Cholesterol (HDL-C) ควรมากกว่า 40 mg/dL

4. TG ระดับไตรกลีเซอไรด์ (Tri-Glyceride)
ควรน้อยกว่า 150 mg/dL

😊 แล้วมันคือ อะไร ..?

1. TC Total Chotesterol เป็นปริมาณ ไขมันรวม ซึ่งก็คือ ค่ารวมของ ไขมันทั้ง 4 รวมกัน

2. LDL Low Density Lipoprotein ตัวนี้ องค์ประกอบหลัก ก็คือ choresterol การไหลเวียนในร่างกาย ของ LDL ก็จะวน ทั่วร่างกาย และสุดท้าย จะวิ่งไปที่ตับ โดย ตับ จะมี LDL receptor เป็นตัวรับ เมื่อไปกองรวมกันมากๆ ก็จะเกิดโรค ไขมันพอกตับ ทำให้ ประสิทธิภาพ การทำงาน ในการขจัดสารพิษ ของตับ ลดลง

3. HDL High Density Lipoprotein ทำหน้าที่ในการนำพาไขมันที่ไม่ดีต่าง ๆ ในร่างกายไปยังตับเพื่อทำการย่อยสลาย ซึ่งไขมันชนิดนี้เป็นไขมันที่ดีต่อร่างกาย ยิ่งมีมากก็จะยิ่งทำให้ไขมันที่เข้าไปในร่างกายไม่เกิดการตกค้าง

4. TG Tri Glyceride ไตรกลีเซอไรด์เป็นไขมันชนิดที่ไม่ดีซึ่งจะคอยขัดขวางไม่ให้คอเลสเตอรอลที่ดีไปจัดการกับไขมันที่อยู่ในเลือด หากมีมากจนเกินไป คอเลสเตอรอลที่ดีก็จะไม่สามารถกำจัดไขมันที่ไม่ดีในเลือดได้ ส่งผลให้ไขมันที่ตกค้างอยู่ไปเกาะสะสมอยู่ในหลอดเลือดทำให้เกิดการอุดตันในที่สุด

😉 การรักษาโรค ระดับไขมันในเลือดสูงผิดปกติ

เมื่อเกิดภาวะไขมันในเลือดสูง วิธีการรักษาก็คือการใช้ยา แพทย์จะสั่งยาในกลุ่ม [Statins]

TC จะใช้ยา Bile acid sequestrants เพื่อลดระดับคอเลสเตอรอล

TG จะใช้ยา ในกลุ่ม Fibric acids derivatives, Icotinic acid หรือ Analogue เพื่อช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์

😂 ผลข้างเคียงของยา กลุ่ม [statin] คือ ทำให้ กล้ามเนื้ออักเสบ กล้ามเนื้อถูกทำลาย กลายเป็น กล้ามเนื้อ ลีบฝ่อ อาจเกิดขึ้นมากจนถึงระดับ.. [ไตวาย]

😊 ปัจจัยที่ส่งเสริมทำให้เกิดอาการเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ เช่น ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อ หรือข้ออักเสบ กล้ามเนื้อ ลีบฝ่อ อัมพฤกษ์ หรือการฉีกขาด-บาดเจ็บ ของกล้ามเนื้อ ได้แก่

• การมี อายุมาก
• การมี รูปร่างเล็ก
• ความเป็น เพศหญิง
• มีโรคตับ หรือ โรคไต อยู่
• เป็นโรค ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย
• ดื่มสุรา เป็นอาจิณ
• รับประทานยาหลายขนาน

อาการปวดกล้ามเนื้อพบได้ร้อยละ5-10 โดยมีอาการที่สำคัญคือปวดกล้ามเนื้อ โดยทั่วไปเจาะเลือดหาระดับ CPK มักจะไม่สูง หากผู้ป่วยปวดไม่มากขึ้น และทนอาการปวดได้ก็แนะนำให้รับประทานยาต่อ หากปวดมากขึ้นจนทนไม่ได้หรือค่า CPK สูงก็ให้หยุดยา

นอกจากนี้ ยังทำให้เกิด อาการ ตับอักเสบ คือยา gemfibrozil และ niacin พบว่าเกิดตับอักเสบร้อยละ 0.5-2%โดยจะต้องตรวจเลือดพบว่าค่า SGOTสูงมากว่าค่าปกติ 3 เท่า 2 ครั้งห่างกันเป็นสัปดาห์ เมื่อลดขนาดของยาค่านี้ก็จะลดลง

😊 ผลข้างเคียงที่อาจพบบ่อยแต่ไม่อันตรายมาก ได้แก่

• ปวดกล้ามเนื้อ
• ปวดตามข้อต่างๆ
• คลื่นไส้
• ท้องร่วง
• ท้องผูก

💋 มีรายงานพบว่า ยากลุ่มนี้ อาจจะทำให้ความจำเสื่อม อัลไซม์เมอร์

💐 ชื่อทางการค้าของยา ได้แก่
– simvastatin
– atrovastatin
– rosuvastatin
– lovastatin

หากใช้ร่วมกับยา gemfibrozil จะทำให้เกิดกล้ามเนื้ออักเสบเพิ่มมากขึ้น

💐 จึงควรเลี่ยงมาใช้ยา
• fenofibrate
• bezafibrate
• ciprofibrate
แทน ก็จะเป็นอันตรายต่อกล้ามเนื้อน้อยลง

http://www.siamhealth.net/…/endocrine/lipid/Dyslipidemia.htm

💋 ทีนี้มาดู มหันตภัย ของยา กลุ่ม statin กันสักหน่อยนึงครับ ว่า เราควรใช้ statin

💋 หรือ ใช้ [ถั่งเช่า] ที่มีความ ปลอดภัย ต่อ (ตับ ไต และ กล้ามเนื้อ) ของเรา มากกว่ากัน

😂 ชัดเจนว่า ยากลุ่ม statin นี้ เป็นยาฝรั่ง ค้นพบ ผลิต และ สัมปทาน โดยฝรั่ง กำไร ตกที่ฝรั่ง (ตับ/ไต พัง คือคนไทย) ยานี้ เป็นยาลดไขมันตัวเลว ที่ชื่อว่า LDL (low density lipoprotein) ที่ต่างประเทศ รายงานแล้วรายงานอีก ว่าใช้ขนาดปริมาณสูงก็ไม่เกิดผลข้างเคียง โดยหวังผลทางป้องกันโรคหัวใจ โรคเส้นเลือดสมองตีบ อัมพฤกษ์ อัมพาต ในคนไทยใช้แล้วหลายๆราย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนแรง ตับอักเสบ แต่ก็ยัง คะยั้นคะยอให้ทานต่อ คนไข้ก็กลัวไขมันสูง ยอมตายจากการกินยา จนอาจได้ตายจริงๆ เพราะกล้ามเนื้ออักเสบ ตามด้วย ไตวาย

💐 กลุ่มยาที่ชื่อ statin นี้ มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1991 คือ Simvastatin (Zocor ชื่อการค้า) จนมีลูกหลานตามมา อาทิ Atorvastatin (Lipitor), Rosuvastatin (Crestor) และอื่นๆอีกมากมาย

กรณีศึกษา :
คุณมงคล (นามสมมติ) อายุ 65 ปี มีโรคประจำตัว คือโรคอ้วนลงพุงและความดันเลือดสูง หลายปีก่อนเกิดอัมพฤกษ์ของก้านสมองทำให้มีเดินโซเซเห็นภาพซ้อน และกลืนสำลัก

คุณมงคลมีอาการเหนื่อยมากและแน่นหน้าอก 2 เดือนที่แล้ว ได้รับการผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจ หลังจากนั้นได้รับยา Simvastatin เพิ่มเป็น 40 มิลลิกรัมต่อวัน จากเดิมที่ใช้ขนาด 10 มิลลิกรัม คุณมงคลมีอาการดีขึ้นมาเรื่อยๆ ทำการเลี้ยงฉลองที่รอดชีวิตหลายครั้ง

จน 6 อาทิตย์ถัดมาเกิดข้อหัวแม่เท้าอักเสบ ซึ่งเกิดจากโรคเกาต์ (Gout) และได้รับยาแก้ปวดเกาต์ชื่อ Colchicine และได้กินอยู่ตลอดในขนาดวันละ 2 เม็ด เพื่อป้องกันการ กลับเป็นซ้ำ

😂 สุดท้ายคือ ต้องเข้าโรงพยาบาล (อีกครั้ง) คุณมงคลปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามต้นแขน บ่า ไหล่ ต้นขา น่อง อาการเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีอาการขาอ่อนแรงทั้งสองข้าง ซึ่งลามมาที่แขน และพบว่ามีการสลายของเซลล์กล้ามเนื้อ และมีผลทำให้ ตกตะกอนในไต ทำให้ไตเริ่มทำงานบกพร่องไปจากเดิมซึ่งเป็นไม่มาก จากการเกิดปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์จากยาลดไขมัน

การใช้ยาไขมันร่วมกับยาโรคเกาต์ Colchicine ซึ่งในบางรายทำให้เกิดโรคของกล้ามเนื้อและเส้น ประสาท (neuromyopathy) อยู่แล้ว ประกอบกับการทำงานของไตไม่ปกติ เหล่านี้ทั้งหมดเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดปวดกล้ามเนื้อจนถึงแหลกสลาย (rhabdomyolysis) ซึ่งถ้าเป็นรุนแรงจะไปตกตะกอนในไตและไตวายต่อไปได้

หลังจากคุณมงคลหยุดยา Simvastatin และ Colchicine อาการก็เริ่มทุเลา และเริ่มลุกขึ้นยืนเดินโดยช่วยพยุงภายใน 2 อาทิตย์ และกลับเป็นปกติใน 6 อาทิตย์

ภาวะส่งเสริมให้เกิดกล้ามเนื้อผิดปกติ ยังเกี่ยวกับอายุ คือ มากกว่า 65 ปี มีโรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย การได้รับยาลดไขมัน triglyceride ร่วม เช่นยา Gemfibrozil (Lopid) และกลุ่ม Fibrate อื่นๆทั้งหมด ในกรณีนี้ไม่ควรใช้ Simvastatin ในขนาดเกิน 10 มิลลิกรัมต่อวัน ยาอื่นๆที่ทำให้ระดับ Simvastatin สูงขึ้นมาก 💋 ไม่ควรใช้ร่วมกับ Simvastatin เลย เช่น

– ยาป้องกันการเต้นผิดปกติของหัวใจ Amiodarone (เช่น Cordarone) Verapamil (เช่น Isoptin)

– ยาฆ่าเชื้อรา Itraconazole Ketoconazole ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย Erythromycin Clarithromycin (เช่น Klacid)

– ยาโรคเอดส์ HIV protease inhibitors

– ยาต้านซึมเศร้า Nefazodone

– ห้ามดื่มน้ำผลไม้ชื่อ Grapefruit เกินวันละ 1 ลิตร
😂 นอกจากนั้น Simvastatin ยังมีปฏิกิริยาเสริมหรือต้านฤทธิ์กับยาอื่นๆอีกหลายชนิด

อย่างนี้เรียกว่า.. (ยาตีกัน) ห้ามให้เด็ดขาดในสตรีมีครรภ์และควรแน่ใจว่าไม่มีแผนที่จะมีบุตรในขณะที่ใช้ยา เนื่องจากเด็กอาจพิการและไม่ควรให้ในสตรีที่ให้นมลูก

อ่านตัวเต็มได้ที่ :
http://www.thairath.co.th/content/506345

😘 ทางเลือก ที่น่าเลือก และ ปลอดภัยคือ “ถั่งเช่า

💐 Cordycep militaris [Reduce LDL-C]

Polysaccharides :
Polysaccharides are a type of carbohydrate composed of long chains of monosaccharides. They are often referred to as complex carbohydrates and play a role in immune function and digestive health. C. militaris contains beta-glucan polysaccharides, which are known to reduce LDL and total cholesterol levels.

คำตอบคือ :
ใน ถั่งเช่า มี โพลีแซคคาไรด์ ซึ่งประกอบด้วย คาโบไฮเดรท โมเลกุลใหญ่ ที่มาจาก โมโนแซคคาไรด์ หลายโมเลกุล เกาะเกี่ยวกัน ทำหน้าที่เป็น สารพลังงาน ของคาร์โบไฮเดรท สามารถสร้างภูมิต้านทาน ในการสร้างเสริมสุขภาพที่ดี นอกจากนี้ ใน cordycep militaris (ถั่งเช่าสีทอง) ยังมีสาร เบต้ากลูแคน ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดระดับ LDL และ TC (Total Choresterol) ในเลือดได้อย่าง มีประสิทธิภาพ

ref : สามารถ อ่านตัวเต็ม ได้ที่ Link..Nutriment..Page ด้านล่าง..

https://m.nootriment.com/cordyceps-militaris/

Conclusion : ดังนี้ เราน่าจะได้ข้อสรุปว่า.. ยากลุ่ม Statin ที่ได้เล่ามา ทั้งหมด มันล้วนไปพัวพันกับ โรค ที่น่ากลัว อีกหลายโรค ทีเดียว เช่น ระบบกล้ามเนื้อ / ระบบประสาท / ระบบไหลเวียนโลหิต / ตับ / ไต / หัวใจ / เก๊าท์ / เบาหวาน / กระเพาะ

ในขณะที่ ถั่งเช่า.. หากเราได้ทานประจำ เป็นปกติ ในทุกๆ วัน.. เราแทบไม่ต้อง พึ่งพา ยาลดไขมัน ที่เป็นอันตรายต่อ สุขภาพ อย่างร้ายแรง และ น่ากลัว ทั้ง เส้นโลหิตแตก ตับอักเสบ ไตวาย และ อีกหลายโรค ที่เชื่อมโยง

ขอเชิญชวนครับ ว่า..มา / มาทาน ถั่งเช่า เพื่อ ดูแลสุขภาพ กัน ชีวิตของท่าน จะ ปลอดภัย ไร้กังวล และ อยู่ดี มีสุข ใน ทุกๆ วัน

ขอขอบคุณ ข้อมูลจากหนังสือ คัมภีร์ ถั่งเช่า อ.วรวิทย์  ค่ะ

หากอยากปรึกษา สามารถกดโทรได้ทันที

หรือ กดแอดไลน์เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม ยินดีค่ะ!