9 วิธีการดูแลเท้าผู้ป่วยเบาหวาน ให้ถูกต้อง และปลอดภัย

 

ทำไมต้องดูแลเท้าเป็นพิเศษ

เพราะผู้ที่เป็นเบาหวานมักจะมีความผิดปกติของปลายประสาทโดย เริ่มที่ปลายเท้าก่อน ทำ ให้มีเท้าชาผิดรูป เกิดหนังด้านและเกิดแผล หรือหากไม่ระวังอาจเดินไปเตะหรือเหยียบของแหลมคม และเกิดแผลโดยไม่รู้ตัว จะรู้อีกทีว่าเท้ามีแผลก็คือมีคนอื่นทักหรือมองเห็นว่ามีเลือดไหลที่เท้า การเป็นเบาหวานทำ ให้แผลหายยากกว่าธรรมดา อีกทั้งการที่ไม่รู้สึกเจ็บทำ ให้ยังใช้เท้าเดินลงน้ำ หนักตามปกติต่อไป แผลจึงถูกกดเหยียบกระแทกตลอดเวลา ทำให้แผลที่เกิดขึ้นนั้นไม่สามารถหายได้

ผู้ป่วยโรคเบาหวานมักได้รับคำเตือนจากแพทย์ว่าต้องดูแลเท้าไม่ให้บาดเจ็บหรือติดเชื้อ เพราะการบาดเจ็บใดๆ อาจถึงขั้นทำให้ผู้ป่วยเบาหวานถึงแก่ชีวิตได้ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากสมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกา (The American Diabetes Association (ADA)) ระบุว่า ปัญหาที่เกี่ยวกับเท้าถือเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วย พิการ และเสียชีวิตในผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ซึ่ง ADA ได้แนะนำวิธีดูแลเท้าผู้ป่วยเบาหวานไว้ ดังนี้

9 วิธีการดูแลเท้าผู้ป่วยเบาหวาน

1. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและตรวจเช็คค่าความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้หลอดเลือดและปลายประสาทที่เท้าเสื่อม

คลิกดู วิธีควบคุมระดับน้ำตาลที่ได้ผล ที่นี่

2. สำรวจฝ่าเท้าทุกวัน

การดูแลเท้าผู้ป่วยเบาหวาน ควรเริ่มตั้งแต่การสำรวจความผิดปกติอย่างสม่ำเสมอ แม้จะยังไม่รู้สึกเจ็บที่ฝ่าเท้าเลย โดยควรตรวจว่าเกิดรอยแผลจากของมีคม มีแผลเปื่อย บวม มีจุดสีแดง หรือเล็บเท้าติดเชื้อหรือไม่ สำหรับผู้ที่ไม่สามารถโน้มตัวเพื่อดูเท้าของตัวเองได้ และไม่สามารถยกเท้าขึ้นมาดูได้ ให้นำกระจกมาช่วย หรือจะขอให้คนในครอบครัวช่วยดูแลเท้าผู้ป่วยเบาหวานให้

3. ล้างฝ่าเท้าให้สะอาดจนทั่ว

ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรล้างเท้าด้วยน้ำอุ่นทุกวัน หลังจากล้างเท้าแล้ว ให้เช็ดฝ่าเท้าจนแห้ง เช็ดเท้าให้แห้งทันทีด้วยผ้าเช็ดตัวหรือผ้านุ่มที่สะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามซอกระหว่างนิ้วควรเช็ดให้แห้งสนิท เพื่อป้องกันการอับชื้นซึ่งเป็นสาเหตุทำ ให้เกิดแผลได้ง่าย ห้ามใช้แอลกอฮอล์เช็ดเท้าทำความสะอาดเท้า เพราะจะทำ ให้เท้าแห้งยิ่งขึ้นไปอีก และใช้แป้งข้าวโพด หรือแป้งทัลคัมทาระหว่างนิ้วเท้าเพื่อให้มั่นใจว่าผิวแห้งสนิท ดูแลเท้าผู้ป่วยเบาหวานด้วยการหลีกเลี่ยงการแช่เท้าในน้ำอุ่นนานๆ เพราะอาจทำให้ผิวแห้ง ซึ่งจะทำให้เกิดแผลที่เท้าได้ง่ายขึ้น

4. เพิ่มความชุ่มชื้นให้ฝ่าเท้า

หลังจากทำความสะอาดฝ่าเท้าแล้ว อย่าลืมทาโลชั่น ครีม หรือปิโตรเลียมเจลลีที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ที่ฝ่าเท้าเพื่อรักษาผิวให้เนียนนุ่ม และชุ่มชื้น ควรทาผลิตภัณฑ์เหล่านี้บริเวณด้านบนและด้านล่างของฝ่าเท้าทุกครั้ง เพื่อดูแลเท้าผู้ป่วยเบาหวาน

5. ตัดเล็บ

ดูแลเท้าผู้ป่วยเบาหวานอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญ คือการตัดเล็บ โดยช่วงเวลาที่เหมาะแก่การตัดเล็บมากที่สุดคือหลังจากอาบน้ำ เพราะเล็บจะเปียกและนุ่มกว่าปกติ และวิธีการตัดเล็บที่ดีที่สุดคือตัดให้เป็นแนวตรง และหลีกเลี่ยงการตัดเล็บที่มุมเล็บเท้า เพื่อป้องกันการเกิดเล็บขบ หลังจากที่ตัดเล็บเสร็จแล้ว ให้ลดความแหลมคมของมุมเล็บด้วยการใช้ตะไบขัดตามที่ต้องการ

6. ใส่รองเท้าที่เหมาะและพอดีกับเท้า

ผู้ป่วยเบาหวานควรใส่รองเท้าเพื่อปกป้องฝ่าเท้าตลอดเวลาที่อยู่ในบ้านและนอกบ้าน รวมถึงควรใส่ถุงเท้าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดบาดแผลหรือแผลพุพอง หรือดูแลเท้าผู้ป่วยเบาหวานด้วยการให้สวมรองเท้าเพื่อสุขภาพ ที่ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ป่วยเบาหวานโดยเฉพาะ เช่น พื้นรองเท้าไม่นิ่มหรือไม่แข็งจนเกินไป บริเวณหัวรองเท้าต้องไม่บีบรัดนิ้วเท้า และภายในรองเท้าต้องสามารถระบายอากาศได้ตลอดเวลา หลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าส้นสูง เพราะอาจทำให้เกิดแรงกดที่ส้นเท้า และอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุเกี่ยวกับเท้าได้

7. ทำให้เลือดไหลเวียน

ผู้ป่วยโรคเบาหวานไม่ควรปล่อยให้มีสิ่งใดมากีดขวางการไหลเวียนของเลือดไปยังฝ่าเท้า ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการใส่ถุงเท้าที่รัดแน่น หรือถุงเท้าที่มียางยืดรัดรอบขา รวมถึงไม่ควรนั่งไขว่ห้างและยกขาสูงขณะนั่ง ผู้ช่วยดูแลเท้าผู้ป่วยเบาหวานอาจต้องคอยเตือนให้ผู้ป่วยพยายามเคลื่อนไหวข้อเท้าไปมา หรือกระดิกนิ้วเท้าต่อเนื่องประมาณ 5 นาที จำนวน 2-3 ครั้งต่อวัน หากผู้ป่วยเบาหวานนั้นยังสูบบุหรี่ ควรเลิกสูบโดยเร็วที่สุด เพราะสารพิษในบุหรี่จะไปขัดขวางการไหลเวียนของเลือด และทำให้ออกซิเจนในเลือดน้อยลง ซึ่งอาจทำให้เลือดไหลลงมาเลี้ยงฝ่าเท้าไม่พอ

8. ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นวิธีกระตุ้นให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้น และช่วยให้ร่างกายแข็งแรงมากขึ้น หากผู้ป่วยโรคเบาหวานไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน อาจดูแลเท้าผู้ป่วยเบาหวานง่ายๆ โดยให้เริ่มจากการเดินหรือวิ่งเหยาะๆ ประมาณ 15 นาที อย่าลืมสวมรองเท้าสำหรับเล่นกีฬาโดยเฉพาะ เพื่อเป็นการดูแลเท้าผู้ป่วยเบาหวานอย่างครบถ้วน ครอบคลุม และควรระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุจากการออกกำลังกาย หากเกิดอาการบาดเจ็บขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

9. อย่าเดินเท้าเปล่า

พยายามหลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าทั้งในบ้านและนอกบ้าน เพราะอาจเดินเตะหรือเหยียบ สิ่งแปลกปลอมจนเกิดเป็นแผลได้ นอกจากนี้การเดินเท้าเปล่าจะเพิ่มโอกาสในการเกิดหนังด้านที่ฝ่าเท้า และกัดเป็นแผลตามมาได้เช่นกัน

หากมีปัญหาใดๆ เกี่ยวกับเท้าแม้เพียงเล็กน้อย ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อวินิจฉัยได้ทันท่วงที และสามารถแก้ไขได้แต่เนิ่นๆ เพราะถ้ามีแผลเกิดขึ้น แผลจะมีโอกาสลุกลามอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง เป็นสาเหตุของการถูกตัดขาหรือเท้าได้

 

มารู้จักวิธีการซื้อรองเท้ากันเถอะ 

“หลัก 10 ประการ” ที่ช่วยให้ผู้เป็นเบาหวานเลือกรองเท้าได้อย่างเหมาะสมเท้าคู่นี้จะได้อยู่กับเรานานๆ

1. ลักษณะรองเท้าที่เหมาะสม รองเท้าที่เหมาะสมกับผู้ที่เป็นเบาหวาน ควรมีส่วนปิดป้องกันปลายเท้าหากใช้เดินออกนอกบ้านควรจะหุ้มส้นเท้าด้วย ไม่ควรมีตะเข็บแข็งอยู่ด้านใน วัสดุที่ใช้ทำ รองเท้าควรเป็นหนังหรือผ้า เนื่องจากมีความยืดหยุ่นและสามารถถ่ายเทอากาศและความชื้นได้ดี

2. เลือกรูปทรงรองเท้าที่เหมาะกับรูปเท้าเลือกรูปทรงรองเท้าที่เหมาะสมและมีลักษณะใกล้เคียงกับรูปเท้าของเราก่อน แล้วจึงลองขนาดของรองเท้า

3. ไม่มีมาตรฐานที่แน่นอนของขนาดรองเท้ารองเท้าเบอร์เดียวกันจะมีขนาดต่างกันไปในแต่ละยี่ห้อ แม้รองเท้ายี่ห้อเดียวกัน ถ้ารูปทรงต่างกันขนาดก็แตกต่างกันดังนั้นห้ามซื้อรองเท้าจากการดูเบอร์ ต้องลองสวมรองเท้าทั้งสองข้างก่อนซื้อทุกครั้ง

4. ลองสวมรองเท้าทั้งสองข้างเสมอเท้าคนเราเปลี่ยนได้ทั้งขนาดและรูปร่างในแต่ละช่วงอายุ โดยเฉพาะเท้าผู้เป็นเบาหวานจะมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่าคนทั่วไป อีกทั้งคนส่วนใหญ่มักมีเท้าข้างใดข้างหนึ่งกว้างหรือยาวกว่าอีกข้างหนึ่ง ดังนั้นควรลองสวมรองเท้า
ทั้งสองข้างก่อนตัดสินใจซื้อทุกครั้ง

5. ลองสวมเดินทุกครั้งเมื่อเลือกรองเท้าได้แล้ว ต้องลองสวมเดินก่อนซื้อทุกครั้ง เพราะรองเท้าที่ดีต้องสวมสบายทั้งในขณะนั่ง ยืนและเดิน

6. ความยาวของรองเท้าที่เหมาะสมความยาวที่เหมาะสม คือ ใส่แล้วมีระยะระหว่างปลายนิ้วที่ยาวที่สุดกับปลายของรองเท้าเหลือประมาณ 3/8 – 1/2 นิ้วฟุต หรือเท่ากับขนาดความกว้างของนิ้วหัวแม่มือ

7. ความกว้างของรองเท้าที่เหมาะสมความกว้างที่เหมาะสม คือ ส่วนที่กว้างที่สุดภายในรองเท้าควรกว้างเท่ากับความกว้างที่สุดของเท้าและอยู่ในตำแหน่งที่ตรงกัน

8. ส้นเท้าต้องอยู่พอดีกับส้นรองเท้าตำแหน่งของส้นเท้าควรอยู่ตรงกับตำแหน่งของส้นรองเท้าและมีความกระชับพอดี เมื่อเดินแล้วรองเท้าไม่เสียดสีและไม่หลุดจากส้นเท้ามากเกินไป

9. ถ้าใส่วัสดุเสริมในรองเท้าต้องเปลี่ยนขนาดรองเท้าให้เหมาะสมสำ หรับผู้ที่มีความจำ เป็นต้องใช้วัสดุหรืออุปกรณ์เสริมภายในรองเท้า เช่น แผ่นรองใต้ฝ่าเท้า วัสดุเหล่านี้ทำ ให้รองเท้าคับขึ้น ดังนั้นเวลาเลือกรองเท้าต้องใส่วัสดุเสริมในรองเท้าก่อนลอง เพื่อให้ได้ขนาดของรองเท้าที่เหมาะสม

10. เท้าเปลี่ยนขนาดได้ตามเวลาและชนิดของกิจกรรมเท้าเปลี่ยนขนาดและรูปร่างได้ในแต่ละช่วงของวัน เท้ามักจะขยายหลังจากเดินมาก นั่งห้อยเท้านานๆ หรือออกกำลังกาย ดังนั้นก่อนเลือกรองเท้าต้องคำ นึงถึงเวลาและกิจกรรมที่จะนำ ไปใช้ให้สอดคล้องกันด้วย

ที่มาของข้อมูล

คู่มือดูแลสุขภาพเท้าผู้ป่วยเบาหวาน รพ.ศิริราช

American Diabetes Association, Foot Care (http://www.diabetes.org/living…), 10 October 2014

previous arrow
next arrow
Slider