fbpx

10 สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ถ้าไม่อยากเป็นโรคไต

ไตเป็นอวัยวะที่มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่วแดงอยู่ส่วนล่างของ ช่องท้อง เป็นส่วนหนึ่งของระบบทางเดินปัสสาวะ

หน้าที่ซึ่งเด่นชัด มากที่สุดของไต คือ กรองเอาของเสีย น้ํา และเกลือแร่ส่วนเกิน จากเลือดที่ไหลผ่านไป แล้วขับออกในรูปของปัสสาวะ ทําให้เกิด การรักษาสมดุลระหว่างน้ํากับเกลือแร่ในร่างกาย ไตจะขับของเสีย เช่น ยูเรียและแอมโมเนียม และยังทําหน้าที่ดูดน้ํา กลูโคสและ กรดอะมิโนกลับนอกจากนั้นไตยังมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการทํางาน ของฮอร์โมนต่างๆ ด้วย เช่น minitionals (vitamin D) เพื่อช่วย ควบคุมระดับแคลเซียมในร่างกาย การสร้างฮอร์โมนอีริโทรพอยอิทิน (erythropoietin) เพื่อกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง และการหลั่ง เอนไซม์เรนิน (renin) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมความดันโลหิต ดังนั้น จะสังเกตได้ว่าหากไตทํางานน้อยลงมักเกิดปัญหาความดันโลหิตสูงและโลหิตจางร่วมด้วย

 

ทางมูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทยได้รวบรวมปัจจัยเสี่ยงต่อ การเป็นโรคไตไว้ดังนี้คือ

  1. กรรมพันธุ์ โรคไตบางชนิดเกิดขึ้นจากกรรมพันธุ์ เช่น โรคไตเป็นถุงน้ํา (Polycystic Kidney Disease) filviuuurifiant ทารกซึ่งมักจะทําให้เด็กเสียชีวิตตั้งแต่เกิด และแบบที่เกิดกับผู้ใหญ่ ที่จะพบความผิดปกติเมื่ออายุ 20 – 30 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคไตจากกรรมพันธุ์ก็พบน้อยมากแต่ถ้ามีใครคนหนึ่ง ในครอบครัวเป็นโรคไตขึ้นมาโอกาสที่เครือญาติพี่น้องจะเป็นด้วย ก็มีสูงถึง 90% ดังนั้นในครอบครัวที่มีประวัติเป็นโรคไต จําเป็น ที่จะต้องไปตรวจสุขภาพกันทั้งครอบครัว
  2. โรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงจะ ส่งผลกระทบต่อไตด้วย หากเป็นนานๆ ไตก็เสื่อมลง จนถึงขึ้น ไตวายเรื้อรัง ผู้ที่เป็นไตวายเรื้อรัง ราว 30 – 50% ล้วนเกิดจาก มีความดันโลหิตสูงทั้งสิ้น และในทํานองเดียวกันคนที่เป็นโรคไต บางชนิดก็อาจเป็นโรคความดันโลหิตสูงตามมาเช่นกัน
  3. โรคเบาหวาน ถือเป็นสาเหตุของโรคไตวายเรื้อรัง เพราะ ผู้ที่เป็นเบาหวานมานานแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่หลอดเลือดของไตทําให้มีสารแขวนลอยปนออกมากับปัสสาวะ นอกจากนี้ผู้ป่วย เบาหวานยังติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ง่ายกว่าปกติทําให้เกิด กรวยไตอักเสบได้ หากเป็นบ่อยๆ นานๆ เข้า ก็ทําให้ไตอักเสบ ไตวายแล้วยังมีผลทําให้เกิดความดันโลหิตสูงตามมาด้วย
  4. ความอ้วน เพราะคนอ้วนจะมีเมตาบอลิซึมสูงกว่า คนปกติ ทําให้เกิดของเสียต่างๆ มากขึ้น ดังนั้น ไตที่เป็นอวัยวะ กรองของเสียก็จะทํางานหนักขึ้นตามไปด้วย
  5. อายุ เมื่อมีอายุมากขึ้น สังขารร่างกายก็ร่วงโรยไปตามวัย เช่นเดียวกับ ไตที่จะเริ่มเสื่อมตั้งแต่อายุ 35 ปี เท่ากับว่ายิ่งอายุมากขึ้น ไตก็จะยิ่งเสื่อมตามอายุไปด้วยโดยเฉพาะผู้สูงอายุเพศชายมีโอกาส ที่จะพบปัญหาต่อมลูกหมากโตสูงขึ้น ทําให้ทางเดินปัสสาวะอุดตัน และส่งผลกระทบต่อไตได้
  6. อาหาร อาหารบางชนิดที่หากรับประทานเข้าไปมากๆ จะยิ่งเป็นอันตรายต่อไต เช่น อาหารรสเค็มจัดที่จะไปทําให้ ความดันโลหิตสูงแล้วส่งผลกระทบต่อไปที่ไต รวมทั้งอาหารกลุ่ม โปรตีนที่มีงานวิจัยพบว่าเนื้อสัตว์บางชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกแปรรูปและใส่สารเคมีเพื่อให้เก็บได้นานขึ้นถือเป็นของเสียใน ร่างกาย หากทานเข้าไปมากๆ จะมีของเสียเหลือตกค้างในร่างกายมาก ทําให้ไตที่มีหน้าที่กรองของเสียทํางานหนักมากขึ้น ดังนั้นควรเลือก บริโภคโปรตีนจากเนื้อปลา หรือไข่ขาวเพราะเป็นโปรตีนคุณภาพสูง และย่อยง่าย
  7. ยา ยาที่ไม่ส่งผลดีต่อไตนัก เช่น ยาแก้ข้อกระดูกอักเสบ (พวก NSAID) ที่ทําให้เกิดไตวายได้ รวมทั้งสารทึบรังสีบางชนิด ที่ใช้ฉีดผู้ป่วยเวลาตรวจทางเอกซเรย์ก็มีผลให้ไตวายได้เช่นกัน ดังนั้นหากเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง
  8. อาชีพและอุบัติเหตุคนที่มีอาชีพเสี่ยงเป็นโรคไตได้มากกว่า คนทั่วไป เช่น นักมวยที่อาจถูกเตะต่อยบริเวณไต รวมทั้งคนที่ทํางาน ในโรงงานก็อาจได้รับสารพิษสะสมในไตมาเป็นเวลานาน อาจมาจากทั้งจากการสูดดม และสัมผัส

 

10 ผู้ที่เสี่ยงเป็นโรคไต

1.ผู้ป่วยโรคเบาหวาน

2.ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

3.ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป

4.ผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคไต

5.ผู้ป่วยโรคนิวในทางเดินปัสสาวะ

6.ผู้ที่มีน้ำหนักแรกคลอดตํ่า น้อยกว่า 2,500 กรัม

7.ผู้ป่วยโรคเนื้องอกในไต

8.ผู้ที่ได้รับสารพิษจากยาบางชนิด หรือสารแปลกปลอมอยู่เป็นประจํา หรือมากเกิน

9.ผู้ป่วยโรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

10. ผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง

จากปัจจัยเสี่ยงทั้ง 10 ข้อ โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง เป็น 2 โรคสําคัญที่นําไปสู่การเกิดไรคไตเรื้อรัง ที่พบบ่อยที่สุด ดังนั้นการป้องกันและดูแลไม่ให้เกิดปัจจัยเสี่ยงทั้งหลายที่กล่าวมาจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด 

Cordyland ขอแนะนำ ถั่งเช่า ที่มีผลการวิจัยแล้วว่าสามารถช่วยฟื้นฟูดูแลไตได้โดยตรง

สนใจขอคำปรึกษาแนะนำเพิ่มเติม คลิกมาค่ะ