ไวรัสตับอักเสบ บี (Hepatitis B) การรักษาและป้องกัน

เรื่องราวของ ไวรัสตับอักเสบ บี (Hepatitis B)

[เนื้อหา ยาวมากๆ ครับ.. อยากแนะนำให้ อ่าน.. ข้ามๆ บ้าง ก็ได้ ไม่เช่นนั้น.. คงต้องเบื่อก่อน แน่นอน]

ตับอักเสบ

เป็นโรคที่มี การติดเชื้อของตับ ซึ่งมีสาเหตุมาจาก ไวรัสตับอักเสบ บี (HBV) การติดเชื้อนี้สามารถนำไปสู่โรคร้าย ที่เป็นอันตรายต่อตับและ ชีวิตได้ เช่น ตับวาย ตับแข็ง และมะเร็งตับ โดยการแพร่เชื้อ ไวรัสตับอักเสบ บี สามารถติดต่อกันได้ ผ่านทางสารคัดหลั่งที่มาจากร่างกาย เช่น ติดต่อ ทางเลือด (การรับเลือด และ ผลิตภัณฑ์ของเลือด) ติดต่อผ่านเข็มฉีดยา การฝังเข็ม หรืออุปกรณ์ที่มีเชื้อปนเปื้อน หรือติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์

ปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบ บี ทั่วโลกประมาณ 350-400 ล้านคน ส่วนในประเทศไทยก็มีการแพร่ระบาดของไวรัสตับอักเสบ บี สูงประมาณร้อยละ 6-10 ของประชากรทั้งหมด คิดเป็นจำนวนประชากร 6-7 ล้านคน โดยการรับเชื้อส่วนใหญ่จะมาจากมารดาเป็นพาหะติดต่อ สู่ทารกในตอน คลอด

อาการของโรคไวรัสตับอักเสบ บี

ส่วนใหญ่จะพบ อาการของโรค ไวรัสตับอักเสบ บี ในช่วงประมาณ 1-3 เดือนแรกหลังจากที่ได้รับเชื้อ แต่.. ส่วนใหญ่ร้อยละ 90-95 จะสามารถหาย เป็นปกติจากการที่ ร่างกายสามารถสร้างภูมิต้านทาน ขึ้น ซึ่งจะเป็นภูมิคุ้มกันถาวร ที่ไม่ต้องกลับมาเป็นซ้ำอีก

ส่วนในรายที่ไม่สามารถหายเองได้ร้อยละ 5-10 ส่วนใหญ่แล้วจะไม่แสดงอาการ แต่ผู้ป่วยที่ไม่แสดงอาการ จะสามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้

อาการที่เกิดขึ้น ตามที่ได้กล่าวไว้ เมื่อ เริ่มเกิดขึ้นในช่วง 1-3 เดือนแรก ที่เรียกว่าระยะเฉียบพลัน นี้จะยังไม่มีอาการ ที่รุนแรงน่ากังวลมากนัก แต่หากการติดเชื้อดำเนินต่อไปเป็นเวลา 6 เดือนขึ้นไป ซึ่งก็คือระยะเรื้อรัง ตับอักเสบเฉียบพลันกับเรื้อรังใช้เวลาตัดกันที่ 6 เดือน โดยระยะเรื้อรัง สามารถเกิดภาวะแทรกซ้อน และพัฒนาไปเป็น ตับแข็ง และมะเร็งตับ ได้ในที่สุด

การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี จะติดต่อผ่านคนสู่คน หากผู้ที่ได้รับเชื้อมาไม่มีภูมิต้านทานไวรัสตับอักเสบ บี ก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อ ได้ทันที

การวินิจฉัยในเบื้องต้นสามารถทำเองได้โดยการสังเกตอาการที่เกิดขึ้น เช่น ปวดท้อง มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ตัวเหลืองตาเหลือง ซึ่งหากผู้ป่วยพบว่าตัวเองมีโอกาส มีความเสี่ยง หรือพบว่ามีอาการของไวรัสตับอักเสบ บี ให้ไปพบแพทย์ ซึ่งแพทย์จะทำการวินิจฉัยด้วยการตรวจเลือดและอาจนำเอาตัวอย่างชิ้นเนื้อตับไปตรวจ
– มีอาการปวดช่องท้อง
– ปัสสาวะมีสีเข้มผิดปกติ
– มีไข้
– ปวดตามข้อต่อ
– เบื่ออาหาร ไม่อยากอาหาร
– มีอาการคลื่นไส้และอาเจียน
– ร่างกายมีความอ่อนแรงและอ่อนล้า
– ตาเหลืองและผิวเหลือง

การรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ บี

สามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ ระยะเฉียบพลันและระยะเรื้อรัง เมื่อมีการวินิจฉัยแล้วว่าผู้ป่วยเป็นไวรัสตับอักเสบ บี ระยะเฉียบพลัน ซึ่งสามารถหายได้เอง แพทย์จะแนะนำการปฏิบัติตัว เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีโภชนาการสูง และดื่มน้ำในปริมาณมาก ๆ เพราะร่างกายกำลังต่อสู้ในการกำจัดเชื้อไวรัสชนิดนี้อยู่

แต่ หากได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นโรคไวรัสตับอักเสบ บี ระยะเรื้อรัง ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพื่อลดความเสี่ยง ที่ทำให้เป็นโรคตับ ที่รุนแรง และป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น โดยการรักษานั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้ป่วย ใช้การรักษาด้วยยาต้านเชื้อไวรัส ยาอินเตอร์เฟอรอน หรือการผ่าตัดเปลี่ยนตับ เป็นต้น

ไวรัสตับอักเสบ บี ระยะเฉียบพลัน (Acute hepatitis B) ตามที่กล่าวในข้าวต้นว่า เป็นการติดเชื้อที่มีระยะเวลาน้อยกว่า 6 เดือน โดยสำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ อาการเหล่านี้จะค่อย ๆ ดีขึ้นในเวลา 2-3 สัปดาห์ และร่างกายจะค่อย ๆ กำจัดไวรัสตับอักเสบ บี ออกไปพร้อม ๆ กับการสร้างภูมิต้านทาน เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ซ้ำอีก ซึ่งเมื่อร่างกายมีภูมิต้านทานแล้วก็จะไม่กลับมาติดเชื้อได้อีกในอนาคต แต่ก็มีผู้ป่วยประมาณร้อยละ 5-10 ที่ร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อและสร้างภูมิต้านทานได้ และอาจดำเนินไปสู่ระยะเรื้อรังได้

? ALT (Abnormal Liver function Tests) ?
ท่านอาจจะเคยไปพบแพทย์เพื่อตรวจโรคตับ และแพทย์ส่งเจาะเลือดส่งไปตรวจดูการทำงานของตับและทางเดินน้ำดี การตรวจเลือดเช่นนี้ ทางการแพทย์ เรียกกันว่า การตรวจ Liver function test ซึ่งนิยมเขียนย่อกันว่า LFT การตรวจอาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

1. การตรวจวัดหาความผิดปกติของตับหรือทางเดินน้ำดี เช่น การตรวจวัด เอ็นไซม์ SGOT , SGPT ของตับ โดย.. การวัดเอ็นไซม์ตับ แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม

• กลุ่มแรก เป็นดัชนี ชี้ว่ามีภยันตรายเกิดขึ้นต่อเซลล์ตับ เช่น ภาวะตับอักเสบ ได้แก่การวัดระดับเอ็นซัยม์ ALT(ALanine amino Transferase) และ AST ( ASpartate amino Transferase) ซึ่งเดิมเรียกกันใช้ชื่อว่า SGPT (Serum Glutamic Pyruvate Transferase) และ SGOT (Serum Glutamic Oxaloacetic Transferase) เอ็นซัยม์ 2 ตัวนี้จะมีระดับสูงขึ้นเมื่อเซลล์ตับถูกทำลายตายลง หรือเกิดการอักเสบของตับ(โดยเซลล์ตับไม่ตาย) เกิดการรั่วของเอ็นซัมย์ออกนอกเซลล์ตับเข้าสู่กระแสโลหิต สำหรับเอ็นซัมย์ AST หรือ SGOT ว่าน่าจะเป็นโรคตับมากกว่า ในภาวะตับเกิดภยันตรายเฉียบพลัน เช่น โรคตับอักเสบเฉียบพลันจากไวรัส ระดับ ALT และ AST จะสูงกว่าปกติเป็นร้อยหรืออาจสูงถึงพันหน่วยต่อลิตรได้ (ค่าปกติประมาณ 40 หน่วย/ลิตร) ในโรคตับอักเสบเรื้อรังหรือตับแข็ง ระดับเอ็นซัยม์ 2 ตัวนี้ไม่สูงมาก ประมาณ 2-3 เท่าของค่าปกติ และมักไม่สูงเกิน 100-300 หน่วย/ลิตร ระดับเอ็นซัยม์ 2 ตัวนี้ มีประโยชน์ในการติดตามผลการรักษาโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัส ระดับเอ็นซัยม์ ALT และ AST อาจตรวจพบสูงกว่าปกติได้เล็กน้อย จากสาเหตุที่ไม่ใช่โรคตับ เช่น จากยาเคมี บางชนิด

• กลุ่มที่ 2 วัดการทำงานของระบบทางเดินน้ำดีว่ามีการอุดตันหรือไม่ ทั้งในระดับท่อน้ำดีใหญ่ในตับ และระดับท่อน้ำดีในตับเล็กๆในตับ ได้แก่ เอ็นซัยม์ alkaline phosphataseและ GGT(gamma glutamyl transpeptidese) เอ็นซัยม์ 2 ตัวนี้จะสูงขึ้นในกรณีที่มีการอุดกั้น ท่อน้ำดีใหญ่ จากนิ่วหรือเนื้องอก และการอุดกั้นการไหลของน้ำดีในทางเดินน้ำดีเล็ก ภายในตับจากยา หรือ แอลกอฮอล์ alkaline phosphatase ดังนั้น GGT เป็นการตรวจเสริมที่ช่วยยืนยันว่า ระดับ alkaline phosphatase ที่สูงขึ้นมาจากโรคตับและทางเดินน้ำดี ถ้า GGT สูงขึ้นเล็กน้อยหรือสูงปานกลาง โดยค่า alkaline phosphatase ปกติ มักมีสาเหตุจากแอลกอฮอล ์และ ยาเคมี โดยไม่เกี่ยวข้องกับ เนื้อตับ

2. การตรวจวัดประสิทธิภาพในการทำหน้าที่จริงๆ ของตับ ตัวอย่างของการตรวจกลุ่มนี้ ได้แก่ การวัดระดับโปรตีนชนิด อัลบูมิน ALT และการแข็งตัวของเลือด

การตรวจเลือดดูหน้าที่ของตับอย่างอื่น ได้แก่ Billirubin บิลิรูบิน เป็นสารสีเหลืองในน้ำดี ซึ่งเมื่อมีระดับสูงในเลือดจะไปย้อมติดที่ผิวหนัง และ ตาขาว เรียกว่า เกิดดีซ่าน บิลิรูบินเกิดจากการสลายตัวของส่วนประกอบในเม็ดเลือดแดง ตับจะเก็บบิลิรูบินออกจากกระแสเลือด เวลาเลือดไหลผ่านตับและขับออกทางน้ำดี เมื่อเป็นโรคของตับหรือทางเดินน้ำดี หรือเม็ดเลือดแดงแตกทำลายจำนวนมาก ก็จะเป็นผลให้ ระดับบิลิรูบิน เพิ่มขึ้นสูงในเลือด ระดับบิลิรูบินในเลือดเป็นตัวบ่งถึงหน้าที่ของตับที่ดี เพราะแสดงถึงตับเสื่อมความสามรถในการขับออกสู่ กระแสเลือด

? การตรวจหน้าที่ตับที่นิยมใช้อีก 2 อย่างคือ
• ระดับอัลบูมินในเลือด และ
• การวัดเวลาการแข็งตัวของเลือด

อัลบูมินเป็นโปรตีนสำคัญที่ตับสร้างขึ้น ดังนั้นถ้าระดับอัลบูมินลดลง โดยที่ผู้ป่วยนั้นไม่ได้ขาดอาหาร ก็บ่งชี้ถึงสภาพหน้าที่ของตับที่เสื่อมลง การวัดเวลาการแข็งตัวของเลือดนิยมเรียกกันว่า Prothrombin time หรือเขียนย่อว่า PT ส่วนใหญ่ ส่วนประกอบที่ทำให้เลือดแข็งตัวเป็นโปรตีนที่สร้างโดยตับ ผู้ป่วยโรคตับ ที่ตับเสื่อมสภาพ การทำหน้าที่สร้างโปรตีนเหล่านี้ลดลง ทำให้เลือดที่ออกใช้เวลาแข็งตัวนานขึ้น โปรตีนเหล่านี้ส่วนใหญ่มีอายุสั้นเป็น ชั่วโมงหรือเป็นวันเท่านั้น ทำให้การตรวจนี้ เป็นการดูหน้าที่ของตับที่เปลี่ยนแปลงจริงตามสภาพตับขณะนั้น ต่างจากระดับอัลบูมินที่มีอายุ 1 เดือน ดังนั้นถ้าตับเสื่อมลง จะยังไม่เห็นผลว่าอัลบูมิในเลือดลดลง จนกว่าเวลาจะผ่านไป 1 เดือน อัลบูมินที่ตับสร้างไว้ก่อนเสื่อมถูกร่างกายทำลายหมดไปแล้วการทดสอบอื่นซึ่งไม่ได้ใช้ตรวจกันบ่อย แต่ช่วยในการหาสาเหตุ เท่านั้น

http://www.thailiverfoundation.org/th/cms/detail.php?id=27

ความน่ากลัวของไวรัสตับอักเสบบี คือ เมื่อมีการรับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย ส่วนมากผู้ที่ได้รับเชื้อจะไม่รู้ตัว เนื่องจากไม่มีอาการป่วยใด ๆ ปรากฏ การดำเนินของโรคจึงเป็นไปอย่างเงียบ ๆ บางราย อาจมีไข้ หรือปวดเมื่อย เนื้อตัวซึ่งทำให้เข้าใจผิด ไปได้ว่าเป็นเพียงไข้หวัด ธรรมดา “ไวรัสตับอักเสบ บี เป็นดีเอ็นเอไวรัสชนิด หนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยนิวเคลียส ของตับเพื่อพัฒนาเป็นตัว ไวรัสที่สมบูรณ์ พอพัฒนา ตัวเองได้สมบูรณ์แล้วก็จะ กระจายอยู่ในกระแสเลือด แล้วแพร่เชื้อสู่เซลล์อื่น ๆ ต่อไป”

ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจระดับ ALT อย่างน้อยทุก 3 เดือน และ HBeAg อย่างน้อยทุก 6 เดือน ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยาฉีดควรได้รับการตรวจทุก 2 สัปดาห์ในช่วง 1-2 เดือนแรก หลังจากนั้นทุก 4-6 สัปดาห์ จนสิ้นสุดการรักษาเพื่อดูอาการข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยา ซึ่งรวมถึงการตรวจนับเม็ดเลือด การตรวจการทำงานของไทรอยด์ และอาการข้างเคียงอื่นๆ ในผู้ป่วยที่ได้รับยารับประทานควรตรวจการทำงานของไต และระดับฟอสฟอรัส ในเลือดร่วมด้วย

การรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ บี ยังเป็นการรักษาประคับประคองตามอาการ ไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะเพราะยาปฏิชีวนะฆ่าไวรัสไม่ได้ แต่ใช้ฆ่าแบคทีเรีย
1. พักผ่อนให้มากๆ (ควรต้องหยุดงานอย่างน้อยประมาณ 3-4 สัปดาห์)
2. รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน(สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง ฟื้นตัวได้เร็ว ลดโอกาสติดเชื้อซ้ำซ้อน ลดการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น
3. ดื่มน้ำให้มากกว่าปกติ ไม่ควรต่ำกว่าวันละ 6-8 แก้ว(เมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำดื่ม)
4. กินอาหารมีประโยชน์ห้าหมู่ ทุกวัน
5. งดบุหรี่ และ แอลกอฮอล์ เพราะสารพิษในบุหรี่และแอลกอฮอล์ทำลายเซลล์ตับโดยตรง
6. กินยาแต่ที่เฉพาะได้รับจากแพทย์ ไม่ซื้อยากินเอง เพราะเพิ่มโอกาสเกิดผลข้างเคียงจากยาต่อเซลล์ตับสูงขึ้น อาจส่งผลให้ตับอักเสบมากขึ้น

อนึ่ง ในการรักษาโรคในระยะเรื้อรัง ปัจจุบันมีตัวยาหลายชนิด ทั้งฉีด และกิน ใช้เพื่อชะลอการแบ่งตัวของไวรัส ส่วนจะเลือกใช้ยาตัวใด ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์

we selected cordycepin as a target compound to serve as an adjuvant of the hepatitis B vaccine because the existing vaccine often fails to induce an effective immune response in many subjects. Animal and cellular experiments finally validated that the new vaccine simultaneously improves the humoral and cellular immunity of BALB/c mice without side effects. All this results demonstrate that cordycepin could work as adjuvant to hepatitis b vaccine and systems-pharmacology analysis could be used as a new method to select adjuvants.

ในทางการแพทย์ เราเลือก cordycepin หรือถั่งเช่าเป็นสารเป้าหมายเพื่อทำหน้าที่เป็น adjuvant ของวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี เนื่องจากวัคซีนที่มีอยู่มักไม่สามารถกระตุ้นการตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพในหลาย ๆ คน การทดลองกับสัตว์และเซลล์ได้ตรวจสอบแล้วว่าวัคซีนตัวใหม่พร้อมกันนี้จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันด้าน humoral และ cellular ของหนู BALB / c ที่ไม่มีผลข้างเคียง ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า Cordycepin สามารถทำงานร่วมกับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีและการวิเคราะห์ระบบทางเภสัชวิทยาได้เป็นวิธีใหม่ในการเลือก adjuvants การทดลองกับสัตว์และเซลล์ได้ตรวจสอบแล้วว่าวัคซีนตัวใหม่พร้อมกันนี้จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันด้าน humoral และ cellular ของหนู BALB / c ที่ไม่มีผลข้างเคียง ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า Cordycepin สามารถทำงานร่วมกับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีและการวิเคราะห์ระบบทางเภสัชวิทยาได้เป็นวิธีใหม่ในการเลือก adjuvants การทดลองกับสัตว์และเซลล์ได้ตรวจสอบแล้วว่าวัคซีนตัวใหม่พร้อมกันนี้จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันด้าน humoral และ cellular ของหนู BALB / c ที่ไม่มีผลข้างเคียง ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า Cordycepin สามารถทำงานร่วมกับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีและการวิเคราะห์ระบบทางเภสัชวิทยาได้เป็นวิธีใหม่ในการเลือก adjuvants

[Adjuvants ในที่นี้หมายถึง สารเร่งการตอบสนอง ทาง อิมมูน สามารถช่วยเสริมการทำงานของ ยาต้านไวรัส หรือ วัคซีน ให้ทำงานได้อย่าง เต็มประสิทธิภาพ]

https://www.nature.com/articles/srep44788

https://www.bumrungrad.com/…/liver-c…/conditions/hepatitis-b

ในการอธิบาย ผลของ cordycepin ที่ช่วย บรรเทาอาการของ ไวรัสตับอักเสบ บี นั้น เป็นการ อธิบายตามโครงสร้างว่า.. ไวรัสตัวนี้ สร้างปัญหาใดแก่ตับ บ้าง จาก Encyclopedia ของ Google Books ในหัวข้อ Healing Mushrooms – หน้า 81 – 82
https://books.google.co.th › books

Georges M. Halpern – 2007 – ‎Health & Fitness กล่าวถึง การ stop the hepatitis B virus from replicating, certain immune cells called cytotoxic T lymphocytes … There is evidence that Cordyceps can treat some cases of hepatitis B . In one study,

แปลความ : จาก ภาพประกอบอ้างอิง หน้า 81 – 82 ได้ดังนี้

ไวรัสตับอักเสบ บี เป็นโรคที่เกิดโดย กระแสเลือด และเป็น สาเหตุหลักของการพัฒนาไปสู่ มะเร็งตับ

เมื่อมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ B ร่างกายจะมีการตอบสนอง สร้างภูมิคุ้มกันต้านทานทั้งระบบ CTL (cytoxict lymphocytes) และ humorol คือ Antibody CTL จะมีความสำคัญมาก ในทางกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบ B ที่อยู่ในเซลส์ตับ แต่ถ้าทำลายพร้อมกันมาก ๆ ก็จะเกิดตับวายขึ้น แต่ถ้าไม่มากก็เป็นเพียงตับอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งต่อมาร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันในระบบ humoral ต่อ HBs และจะมีภูมิคุ้มกันตลอดไป ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อแล้วเป็น พาหะ แสดงว่าระดับภูมิคุ้มกันไม่สามารถไปทำลายเซลส์ตับ ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ B

การแสดงอาการ.. ระยะฟักตัวของโรคตับอักเสบไวรัส B ประมาณ 45 – 80 วัน เฉลี่ย 60 – 90 วัน ส่วนน้อยของโรคนี้ประมาณ 2 ใน 5 ของผู้ป่วย จะเกิดอาการตับวายแบบเฉียบพลัน หากได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ B ระยะแรกผู้ป่วยอาจไม่มีอาการอะไรเลย หรือเพียงมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีไข้ต่ำ ๆ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ตา ตัวเหลือง หรือที่เรียกว่า ดีซ่าน ปัสสาวะสีซีด อาจมีท้องเดินอ่อน ๆ ผิวหนังคัน ตับและม้ามอาจโตเล็กน้อย อาการนี้จะปรากฏอยู่ 2 – 3 สัปดาห์ และหายเป็นปกติใน 4 – 6 สัปดาห์ เพราะร่างกายจะค่อย ๆ กำจัดไวรัสตับอักเสบ B ออกไป พร้อมกับการสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ B ซ้ำอีก ผู้ป่วยร้อยละ 5 – 10 อาจโชคไม่ดี ไม่สามารถกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้ การติดเชื้อเรื้อรังโดยเฉพาะหากได้รับเชื้อตับอักเสบ B ตั้งแต่เด็ก ๆ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการหากตรวจเลือด พบว่ามีเชื้ออยู่ในผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการอักเสบของตับร่วมอยู่ด้วย ซึ่งถ้าอักเสบตลอดเวลา จะทำให้มีการตายของเชลส์ตับ เกิดมีพังผืดเพิ่มมากขึ้น จนเป็นตับแข็งในที่สุด ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งอาจกลายเป็นมะเร็งตับซ้ำเติม

การรักษาไวรัสตับอักเสบ B เรื้อรังด้วยสมุนไพรถั่งเช่า ในปี ค.ศ.1990 แพทย์ ได้ทำการทดลองกับ อาสาสมัคร 32 ราย โดยใช้ cordycep 3,750 mg ต่อ วัน ติดต่อกัน 30 วัน ให้ผลคือ ตัวต่อต้านไวรัส และ เชื่อโรคอื่นๆ สามารถ ทำลายเชื้อ จาก บวก ให้เป็น ลบ ได้ 21 ราย จากผู้ป่วยทั้งหมด 23 ราย จึงสรุปผลการทดลองได้ว่า cordyceps สามารถ ปกป้อง ตับ จาก ไวรัสตับอักเสบ บี ได้ผล (ดูภาพประกอบ งานวิจัย จาก Google Books)

และอีก 1 ข้อมูลการรักษาในสัตว์ทดลอง และในคน ด้วยสมุนไพรอื่น คือ หญ้าลูกใต้ใบ (phyllanthus amarus หรือ P. nirari) ที่มักขึ้นในฤดูฝน โดยสมัยก่อน มีการนำมาใช้รักษาโรคดีซ่าน

จากผลการทดลอง สามารถใช้รักษาโรคไวรัสตับอักเสบ B ในผู้ป่วยเรื้อรังได้ผล 59 % โดยนำทั้งต้น ราก ใบ ดอก และผล มาตากแห้งแล้วบดใส่แคปซูล 200 mg / ให้ทานครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง นาน 1 เดือน

จาก 2 ตัวอย่างของการใช้ สมุนไพร คือ การรักษา.. ส่วนในการป้องกัน โดยใช้ วัคซีน นั้น..

? Krugman และคณะ สามารถผลิตวัคซีนได้ในปี 2513 ชาวออสเตรเลีย ปัจจุบันวัคซีนที่ใช้ ทำมาจากพลาสมาของผู้มีเชื้อ HBsAg ที่ไม่มีอาการนำมาแยกส่วนที่เป็น HBsAg ออกแล้วทำลายเชื้อไวรัสด้วย formaldehyde ฉีด สามารถกระตุ้นให้ร่างกายป้องกันการติดเชื้อได้

ปัจจุบันวัคซีนแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ใหญ่ ๆ คือ ที่ทำมาจากพลาสมา (น้ำเหลือง) ของคน กับชนิดที่ผลิตในยีสต์

การฉีดวัคซีนมี 2 แบบด้วยกัน ตามชนิดของวัคซีน วิธีการที่แตกต่างระหว่างเด็กกับผู้ไหญ่

• แบบแรก ฉีดเดือนละเข็ม 2 ครั้ง และเข็มที่ 3 ในเดือนที่ 6

• แบบสอง ฉีดเดือนละเข็ม 3 ครั้ง กระตุ้น 1 ครั้ง เมื่อครบ 1 ปี แบบนี้จะทำให้เกิดภูมิต้านทานในปีที่ 2 สูงกว่า แบบแรก หลังจากนั้นภูมิต้านทานจะค่อย ๆ ลดลง ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ แนะนำไห้ฉีดกระตุ้น 1 เข็ม ทุก 5–7 ปี