มะเร็งเกิดจากอะไร? และแนวทางรักษา

ถ้าถามว่าทุกคนกลัวการเป็นมะเร็งไหม? คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธมหันตภัยของโรคร้ายนี้ได้ แม้แต่ตัวเองยังรู้สึกหวั่นๆอยู่เหมือนกันว่าจะเป็นไหม หรือถ้าเป็นแล้วจะอยู่อย่างไร จะทรมานไหม จะหมดค่าใช้มากน้อยเพียงใด คำถามเหล่านี้ยังอยู่ในใจและไม่อยากตอบเลย…เลยลองเขาไปหาข้อมูลที่เปรียบเสมือนห้องสมุดที่เชื่อมโยงได้ทั่วโลกและคลังปัญญาอิเลกทรอนิกส์ที่เรียกว่า “อินเทอร์เน็ต” ก็ได้เจอข้อมูลเกี่ยวกับมะเร็ง พออ่านแล้วก็ทำให้รู้สึกเข้าใจเกี่ยวกับ “มะเร็ง”มากขึ้น และพบว่า การทำคีโมเป็นทางเลือกก็ไม่ใช่ทางเดียวที่จะ ลอง และ ใช้ ในการกำจัดโรคมะเร็ง

จากข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับโรคมะเร็งจาก รพ.จอห์น ฮอพกินส์ พบว่า ทุกๆคนมีเซลล์มะเร็งอยู่ใน
ร่างกาย เซลมะเร็งเหล่านี้จะไม่ปรากฎด้วยวิธีการตรวจสอบตามมาตรฐาน จนกระทั่งมันขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับพันล้านเซลล์ เมื่อแพทย์บอกว่าไม่มีเซลล์มะเร็งในร่างกายผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาแล้ว มันหมายถึงว่าระบบไม่สามารถตรวจสอบเซลล์มะเร็งได้เพราะว่าจำนวนของมันยังไม่มากพอ จนถึงระดับที่สามารถตรวจจับได้เท่านั้น เซลมะเร็งเกิดขึ้นระหว่าง 6 ถึงมากกว่า 10 ครั้งในช่วงอายุของคนๆหนึ่ง เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงเพียงพอ เซลล์มะเร็งจะถูกทำลายและป้องกันไม่ให้เกิดการขยายตัวและกลายเป็นเนื้องอก เมื่อใครก็ตามเป็นมะเร็ง มันกำลังบอกว่าคนๆนั้นมีความบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ ซึ่งอาจเกิดจากยีน สิ่งแวดล้อม อาหารและปัจจัยอื่นๆในการดำรงชีวิตเพื่อเอาชนะภาวะบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ การเปลี่ยนแปลงประเภทของอาหารรวมทั้งสารอาหารบางอย่างจะช่วยให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น

#การทำคีโม คือการให้สารเคมีที่มีความเป็นพิษกับเซลมะเร็งที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกัน มันก็จะทำลายเซลที่ดีที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไขกระดูก ทำลายระบบทางเดินอาหาร ฯลฯ และเป็นสาเหตุทำให้อวัยวะบางส่วนถูกทำลาย เช่น ตับ ไต หัวใจ ปอด ฯลฯ

#การฉายรังสี แม้ว่าจะเป็นการทำลายเซลมะเร็ง แต่ก็ทำให้เกิดอาการไหม้ เป็นแผลเป็น และทำลายเซลล์ที่ดี เนื้อเยื่อ และอวัยวะ
การบำบัดโดยคีโม และการฉายรังสีมักจะช่วยลดขนาดของเนื้องอกได้ในช่วงแรกๆ อย่างไรก็ตามถ้าทำไปนานๆพบว่ามักรับสารพิษจากการทำคีโมหรือการฉายรังสีมากเกินไป ระบบภูมิคุ้มกันอาจปรับตัวเข้ากันได้หรือไม่ก็อาจถูกทำลายลง ดังนั้นคนๆนั้นจึงอาจตกอยู่ในอันตรายจากการติดเชื้อหลายชนิดและทำให้โรคมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น การทำคีโมและการฉายรังสีอาจเป็นสาเหตุทำให้เซลล์มะเร็งกลายพันธุ์ ดื้อยา และยากต่อการทำลาย การผ่าตัดก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกระจายไปทั่วร่างกาย

วิธีที่ดีที่สุดในการทำสงครามกับมะเร็ง คือการไม่ให้เซลล์มะเร็งได้รับอาหารเพื่อนำไปใช้ในการขยายตัว
ดังนั้นเรามารู้ว่าอะไรคืออาหารที่ป้อนให้กับเซลล์มะเร็ง

• น้ำตาลคืออาหารของมะเร็ง การตัดน้ำตาลคือการตัดแหล่งอาหารสำคัญที่จ่ายให้กับเซลล์มะเร็ง สารทดแทนน้ำตาลอย่างเช่น ‘ นิวตร้าสวีต ‘ ‘ อีควล ‘ ‘ สปูนฟูล ‘ ฯลฯ ล้วนทำมาจากสารให้ความหวาน ซึ่งเป็นอันตราย สารทดแทนซึ่งเป็นกลางที่ดีกว่าคือน้ำผึ้งมานูคา (จากนิวซีแลนด์) หรือน้ำอ้อย แต่ในปริมาณน้อยๆเท่านั้น เกลือสำเร็จรูปก็ใช้สารเคมีในการฟอกขาว ควรหันไปเลือกใช้ ‘ แบรก อะมิโน ‘ หรือเกลือทะเลแทน
• นมเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายผลิตเมือก โดยเฉพาะในระบบทางเดินอาหาร เซลล์มะเร็งจะได้รับอาหารได้ดีในสภาวะที่มีเมือก การใช้นมถั่วเหลืองชนิดไม่หวานแทนนม จะทำให้เซลล์มะเร็งไม่ได้รับอาหาร
• เซลล์มะเร็งเติบโตได้ดี ในภาวะแวดล้อมที่เป็นกรด อาหารจำพวกเนื้อจะสร้างสภาวะกรดขึ้น ดังนั้นจึงควรหันไปรับประทานปลาจะดีที่สุด รองลงไปคือรับประทานไก่แทนเนื้อและหมู ในเนื้ออาจมียาฆ่าเชื้อ ฮอร์โมนที่สร้างการเจริญเติบโตในสัตว์ และเชื้อปรสิตบางประเภทตกค้างอยู่ ซึ่งล้วนเป็นอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เป็นมะเร็ง
• อาหารที่ประกอบด้วยผักสด 80% และน้ำผลไม้ พืชจำพวกหัว เมล็ด ถั่วเปลือกแข็ง และผลไม้จำนวนเล็กน้อย จะช่วยทำให้ร่างกายมีสภาวะเป็นด่าง อาหารอีก 20% อาจได้มาจากการทำอาหารร่วมกับพืชจำพวกถั่ว น้ำผักสดจะให้เอ็นไซม์ซึ่งสามารถดูดซึมได้ง่ายและซึมทราบสู่ระดับเซลล์ภายใน 15 นาที เพื่อบำรุงร่างกายและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ดี เพื่อให้ได้เอ็นไซม์ในการสร้างเซลล์ที่ดี ให้พยายามดื่มน้ำผักสด ( ผักส่วนใหญ่รวมทั้งถั่วที่มีหน่อหรือต้นอ่อน) และรับประทานผักสดดิบ 2-3 ครั้งต่อวัน เอ็นไซม์จะถูกทำลายได้ง่ายที่อุณหภูมิ 140 องศา F
( ประมาณ 40 องศา C)
• ให้หลีกเลี่ยงกาแฟ น้ำชา และช็อกโกแลต ซึ่งมีคาเฟอีนสูง ชาเขียวถือเป็นทางเลือกที่ดีและมีคุณสมบัติในการต้านมะเร็ง น้ำดื่มให้เลือกดื่มน้ำบริสุทธิ์ หรือที่ผ่านการกรอง เพื่อหลีกเลี่ยงทอกซินและโลหะหนักในน้ำประปา น้ำกลั่นมักมีสภาพเป็นกรด ให้หลีกเลี่ยง
• โปรตีนจากเนื้อจะย่อยยาก และต้องการเอ็นไซม์หลายชนิดมาช่วยในการย่อย เนื้อสัตว์ที่ไม่สามารถย่อยได้ในระบบทางเดินอาหารจะเกิดการบูดเน่าและมีความเป็นพิษมากขึ้น

• ผนังของเซลล์มะเร็งจะมีโปรตีนห่อหุ้มไว้ การงดหรือการรับประทานเนื้อสัตว์น้อยลง จะทำให้มีเอ็นไซม์เหลือมากพอมาใช้โจมตีกำแพงโปรตีนที่ห่อหุ้มเซลล์มะเร็ง และช่วยให้เซลล์ของร่างกายสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น
• สารอาหารบางอย่างอาจช่วยเพิ่ม #ภูมิคุ้มกัน ( สาร IP6 [inositol hexaphosphate หรือ phytic acid], สาร Flor-essence, สาร Essiac, สารแอนตี้-ออกซิแดนส์ , วิตามิน , เกลือแร่ , EFAs ฯลฯ) เพื่อช่วยให้เซลล์ของร่างกายสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น สารอาหารอื่นๆเช่น วิตามินอี เป็นที่ทราบกันดีว่าทำให้เกิดการตายลงของเซลล์ หรือกำหนดระยะเวลาการตายของเซลล์ ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการกำจัดเซลล์ที่ถูกทำลาย ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการ หรือไม่มีประโยชน์ออกไป
• มะเร็งเป็นโรคที่สัมพันธ์กับจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณ การป้องกันเชิงรุกและการคิดในเชิงบวกจะช่วยให้เราสามารถอยู่รอดจากการทำสงครามกับมะเร็ง… ความโกรธ การไม่รู้จักให้อภัย และความขมขื่นใจ จะทำให้ร่างกายเกิดความตึงเครียดและมีสภาวะเป็นกรดเพิ่มขึ้น ให้เรียนรู้ที่จะมีความรักและจิตวิญญาณแห่งการให้อภัย เรียนรู้ที่จะผ่อนคลายและมีความสุขกับชีวิต
• #เซลล์มะเร็ง ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาวะที่มีออกซิเจนเป็นจำนวนมาก การออกกำลังกายทุกวัน และการหายใจลึกๆจะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนเพิ่มขึ้นลงไปจนระดับเซลล์ การบำบัดด้วยออกซิเจนถือเป็นวิธีการอีกอย่างที่ใช้ในการทำลายเซลล์มะเร็ง

และอีกตัวช่วยคือการใช้สมุนไพร ที่มีฤทธิ์ ยับยั้งการแพร่กระจายของ #มะเร็ง เช่น #ถั่งเช่า ซึ่ง #สรรพคุณถั่งเช่า มีสารต้านมะเร็ง สารต้านอนุมูลอิสระ และ สารต้านการเสื่อมของเซลล์ทั่งร่างกาย มีงานวิจัยทั่วโลก เกี่ยวกับการใช้ถั่งเช่านี้ ว่าสามารถช่วยผู้ป่วยมะเร็ง ในช่วงการให้คีโม หรือฉายรังสีได้เป็นอย่างดี หรือกรณีที่คนยังไม่เป็นก็สามารถทานป้องกันไว้ได้ อย่างที่กล่าวไว้ทุกคนล้วนแต่มีเซลล์มะเร็งอยู่ในร่างกาย ซึ่งเราไม่สามารถทราบได้ว่ามันจะเพิ่มขยาย ลุกลามขึ้นได้วันไหน ดังนั้นคำกล่าวที่ว่า กันไว้ดีกว่าแก้ แย่แล้วจะแก้ไม่ทัน คงเป็นจริง

จากข้อมูลนี้คงทำให้เราได้รู้จักกับ“มะเร็ง”มากขึ้น ถึงแม้ว่าวิธีข้างต้นอาจจะต้องใช้เวลา และความอดทนอย่างยิ่งที่จะต้องดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคร้ายนี้ แต่ก็เป็นสิ่งทำให้เราหันมาใส่ใจกับการกิน และสุขภาพของตนเองมากขึ้น

ที่มา
ดร.ปรัชญนันท์ นิลสุขhttp://www.prachyanun.multiply.com/journal/item/17
นาย อดิศร ขาวสังข์ http://www.gotoknow.org/blog/sorn-variety/238863

 

กดแอดไลน์เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม ยินดีค่ะ!